A A
RSS

คราบเลือด รอยกระสุน และแผลเป็นที่คาบินดา [นอกเรื่อง ^^"]

Mon, Jan 11, 2010

friday & a KOPpuccino

(พอดีคืนนี้นอนตื่นมากลางดึก ทำงานเสร็จแล้วหัวยังแล่นๆเลยเขียนเรื่องเหตุการณ์ที่โตโก ลงใน Sportinter.com ครับ คิดว่าน่าสนใจเลยเอามาให้อ่านต่อใน Scouse ด้วย เพราะรู้สึกว่าเว็บอื่นๆจะไม่ค่อยมีรายละเอียดลึกๆให้อ่านกันเท่าไหร่ - ไม่ใช่เรื่องลิเวอร์พูล คงไม่ว่าอะไรกันใช่มั้ยครับ? ^^”)

ผ่านเหตุการณ์ที่โลกต้องจารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์กับเรื่องการโดนยิงถล่มของรถบัสทีมชาติโตโก ที่กำลังจะเดินทางเพื่อไปลงเล่นรายการกีฬาที่มัดหัวใจของชาวแอฟริกันเข้าไว้ด้วยกันมาได้ 2 วันเศษเกือบ 3 วัน

กระแสข่าวความสนใจในเรื่องนี้สูงมากครับ จนถึงขณะนี้ยังคงมีการเกาะติดอย่างใกล้ชิด แม้ว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปค่อนข้างมากแล้วก็ตาม ซึ่งล่าสุดทางทีมชาติโตโก มีรายงานว่า “กลับ” แล้วตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี แต่รัฐมนตรีกีฬา ออกมาให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่าจะมีการหารือกับทางสหพันธ์ฟุตบอลแอฟริกา (CAF) ว่าจะขอกลับมาร่วมแข่งขันในภายหลังได้หรือไม่

โดยการกลับไปครั้งนี้คือการกลับไปเพื่อ “ทำใจ” และร่วมพิธีศพของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้ ที่สรุปแล้วมี 3 คนด้วยกันคือ คนขับรถ, สตาฟฟ์โค้ช และผู้รักษาประตูสำรอง

ความน่ากลัวของเหตุการณ์นั้นไม่จำเป็นต้องบรรยายครับ สำหรับคนที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นมันไม่ต่างอะไรจากการย่างเท้าเข้าใกล้หุบเหวมรณะ

คมเคียวมัจจุราชโน้มเข้าหาที่ต้นคอรอนาทีปลิดวิญญาณเท่านั้น

บุญรักษาสำหรับเหล่านักเตะที่รถบัสที่โดยสารไปนั้้นเป็นรถบัสสองชั้น ทำให้รอดพ้นจากห่ากระสุนไปได้มาก เนื่องจากผู้ก่อการร้ายยิงกระหน่ำจากด้านหน้ารถ อีกทั้งรถที่โดยสารไปนั้นเป็นขบวนรถ ซึ่งคันที่นักฟุตบอลโดยสารเป็นคันที่ 2 ของขบวน โดยคันแรกเป็นรถขนสินค้า

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนขับรถเสียชีวิตทันทีในเหตุการณ์เนื่องจากโดนยิงจากด้านหน้า ขณะที่นักฟุตบอลต้องหลบใต้เบาะกันนานกว่า 20 นาที

ผมแอบคิดไปเองว่านี่ขนาดว่ามีทหารมาคุ้มกันให้นะครับยังโดนขนาดนี้ หากไม่มีทหารคุ้มกันอยู่ เราไม่ได้เห็นภาพหรือคลิปข่าวนักฟุตบอลโตโก โดนจับตัวลงมาสังหารหมู่กันเลยหรือ?

แน่นอนครับ คำถามมีมากมายสำหรับเรื่องนี้ โดยเฉพาะการตัดสินใจของสมาคมฟุตบอลโตโก ที่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่เลือกใช้วิธีการเดินทางโดยรถบัสทั้งที่ได้รับการเตือนจากทางด้านสมาคมฟุตบอลแองโกลา อยู่แล้วว่าพื้นที่เขตเมืองคาบินดา เป็นพื้นที่อันตราย

ความจริงไม่ใช่เพียงแค่แองโกลา ชาติเจ้าภาพแอฟริกัน เนชันส์ คัพ เท่านั้นที่ออกปากเตือน กระทั่งตัวนักฟุตบอลเองก็รู้ดีว่าพื้นที่นี้อันตราย โดย เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ ออกมายอมรับเองว่าเรื่องความอันตรายของคาบินดา ทำไมเขาจะไม่รู้?

เมื่อรู้ทั้งรู้แต่ก็ยังเลือกที่จะใช้วิธีการแบบนี้มันไม่ต่างอะไรจากการส่งนักฟุตบอลไปเสี่ยงตายอย่างเดียวดาย

ถ้าจำไม่ผิด สมาคมฟุตบอลโตโก เคยมีปัญหากันในเรื่องของการเงินมาก่อน โดยเหตุการณ์ที่เปิดเผยข้อมูลตรงนี้คือการที่ อเดบายอร์ ประกาศอำลาทีมชาติเนื่องจากไม่พอใจสมาคมที่ไม่ออกค่าใช้จ่ายที่พักให้ และยังทิ้งๆขว้างๆนักฟุตบอลทีมชาติ ทั้งที่หลายๆคนเป็นนักฟุตบอลชั้นแนวหน้าของยุโรป

และทั้งๆที่ความจริงแล้วพวกเขาคือ “วีรบุรุษ” ของชาวโตโก ด้วยซ้ำ เพราะนี่คือยุคทองของฟุตบอลโตโก ที่ได้เข้ารอบฟุตบอลโลก 2 สมัยติดต่อกัน และได้รับการยกย่องว่านอกจาก ไอวอรี่่โคสต์, กานา ก็มี โตโก นี่แหละที่จะเป็นความภูมิใจและความหวังของชาวแอฟริกันได้

ดังนั้นจึงเป็นไปได้ที่การตัดสินใจเดินทางโดยรถบัสนั้นจะมีต้นสายปลายเหตุที่เรื่องของ “เงิน”

เพียงแต่เวลานี้ยังไม่มีใครที่ไปทวงความรับผิดชอบจากทางสมาคมฟุตบอลโตโก ที่ไม่ยอมปฏิบัติตามคำเตือนของเจ้าภาพ เนื่องจากทุกฝ่ายกำลังอยู่ในช่วงอกสั่นขวัญแขวน และเป้าหมายแรกที่ทุกฝ่ายจู่โจมคือชาติเจ้าภาพอย่างแองโกลา ที่รู้ทั้งรู้่ว่าเมืองคาบินดา ของตัวเองมีปัญหาก็ยังดันทุรังให้จัดการแข่งขันในเมืองนี้มากถึง 7 นัด

สำหรับปัญหาความขัดแย้งในคาบินดา - เมืองที่หลายๆคนอาจจะจดจำได้ดีกว่าชื่อเมืองอื่นๆในฟุตบอลโลก 2010 ด้วยซ้ำไป - เป็นความขัดแย้งที่รุนแรงครับ

เหตุผลก็คือ คาบินดา ซึ่งแองโกลา อ้างว่าเป็นพื้นที่ของตัวเองและมีพรมแดนติดกับ ไนจีเรีย กับ คองโก มีทรัพยากรที่สำคัญมากอย่าง “น้ำมัน”

ว่ากันว่าบนผืนแผ่นดินแอฟริกาที่กว้างใหญ่ไพศาล ทางตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารา คาบินดา คือ “ขุมทองคำดำ” ที่ใหญ่ที่สุดของแผ่นดินนี้

แองโกลา ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้เป็นชาติที่ยากจนตามภาพลักษณ์ของชาวแอฟริกา ตรงข้ามกลับเป็นชาติที่ร่ำรวยจากการค้าน้ำมัน และกว่าครึ่งของแหล่งน้ำมันในประเทศก็อยู่ที่ คาบินดา นี่เอง โดยเพิ่งจะค้นพบบ่อน้ำมันในช่วงปี 1960 นี่เอง

นอกจากนี้ คาบินดา ยังเป็นรัฐเล็กๆที่ถูกขนาบข้างด้วย 2 คองโก คือ สาธารณรัฐคองโก (คองโก บราซซาวิลล์) และ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก)

เรื่องนี้จึงไม่น่าแปลกใจครับที่เมืองซึ่งมีประชากร 250,000 คนจะเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งรุนแรง มีการต่อสู้ สภาพไม่ต่างอะไรจากสงครามกลางเมือง

นั่นเป็นเพราะใครๆก็ย่อมอยากได้ขุมทรัพย์ใต้ผืนดินเป็นสมบัติของตัวเองทั้งสิ้น

คาบินดา เดิมเคยเป็นรัฐอิสระในยุคล่าอาณานิคมของโปรตุเกส แต่มาโดนรัฐบาลแองโกลา ภายใต้การนำของ เอดูอาร์โด้ ดอส ซานโตส ผู้นำของแองโกลา ที่ปัจจุบันยังอยู่ในตำแหน่งบุกยึดครอง

จุดนี้ทำให้เกิดกองกำลังแบ่งแยกดินแดนขึ้น โดยเป็นการลุกขึ้นกบฏของคนท้องถิ่นที่ต้องการประกาศตนเป็นอิสรภาพ

ที่สำคัญไม่ได้มีแค่กลุ่มเดียวด้วยครับ

กองกำลังในคาบินดามีหลายกลุ่มด้วยกัน โดยกลุ่มใหญ่ที่มีความพยายามในการที่จะเจรจาสันติภาพเพื่อยุติความรุนแรงกับทางรัฐบาลแองโกลา คือกลุ่มที่เรียกว่า FLEC-Renovada โดยมีกลุ่มที่เป็นปฏิปักษ์กันอย่างกลุ่ม FLEC-FAC (FLEC-Armed Forces of Cabinda) ที่ยังไม่ยอมลงนามในสนธิสัญญาสันติภาพ

แต่กลุ่มที่ออกมาแสดงความรับผิดชอบว่าเป็นผู้ลงมือก่อการยิงรถบัสทีมชาติโตโก คือกลุ่มที่ชื่อว่า FLEC-PM (Front for the Liberation of the Enclave of Cabinda Military Position)

FLEC-PM ออกแถลงการณ์ผ่านทางวิทยุนานาชาติฝรั่งเศส ว่า “CAF ได้รับการเตือนอย่างต่อเนื่องว่านี่คือประเทศที่อยู่ในภาวะสงคราม พวกเขามีเอกสารที่อธิบายถึงเรื่องนี้ แต่พวกเขาไม่สนใจคำเตือน พวกเขาต้องรับผิดชอบ พวกเราไม่ใช่กบฏ แต่เราคือกองกำลังและการขับเคลื่อนทางการเมืองที่มีต้นกำเนิดในคาบินดา เราไม่ใช่กบฏ แต่เราคือนักต่อต้าน คาบินดา ถูกยึดครองอย่างไม่เป็นธรรมโดยแองโกลา และเราก็ต่อสู้เพื่ออิสรภาพของเรา”

“ปฏิบัติการนี้เป็นแค่จุดเริ่มต้นของแผนปฏิบัติการที่มีการกำหนดเป้าหมายเอาไว้และจะดำเนินอย่างต่อเนื่องไปทั่วคาบินดา”

ดังนั้นนอกเหนือจากคำถามเรื่องการตัดสินใจของสมาคมฟุตบอลโตโก และการตัดสินใจเลือกเมืองคาบินดาจัดการแข่งขันของแองโกลาแล้ว

คำถามใหญ่ที่หลายคนตั้งข้อสงสัยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ - โดยไม่จำเป็นต้องอ้างถึงแถลงการณ์ของผู้ก่อการร้าย - ว่าเหตุใด CAF จึงเลือกให้ แองโกลา เป็นชาติเจ้าภาพแอฟริกัน เนชันส์ คัพ?

การตัดสินใจดังกล่าวมีขึ้นในปี 2006 โดย CAF อ้างถึงนโยบายในการหมุนเวียนชาติเจ้าภาพ โดยเฉพาะการให้สิทธิ์ชาติเล็กๆ ซึ่งแองโกลา ได้รับชัยชนะเหนือ โมซัมบิค ซิมบับเว และ นามิเบีย ในรอบแรก ก่อนที่จะได้รับเลือกเหนือ ลิเบีย, ไนจีเรีย และเจ้าภาพร่วม กินี-กาบอง ในรอบสุดท้าย

อิสซา ฮายาตู ประธาน CAF ให้เหตุผลการตัดสินใจดังกล่าวว่าเป็นเพราะข้อเสนอของแองโกลา นั้นดีที่สุดทำให้คณะกรรมการของ CAF ทั้ง 13 คนยกมือสนับสนุนอย่างเป็น “เอกฉันท์” แม้จะรู้ว่าจะมีปัญหาความขัดแย้งอยู่แล้วก็ตาม

ทั้งนี้คณะกรรมการ ซึ่งรวมถึงคณะจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก 2010 ได้ลงพื้นที่ตรวจความพร้อมในแองโกลา ในช่วงปี 2006 เป็นเวลา 5 วันและได้มีการกล่าวคำชมเชยความพร้อมของระบบสาธารณูปโภค และการรักษาความปลอดภัยที่ถูกเพิ่มระดับความเข้มข้นขึ้น

อีกทั้งชาติที่จะเข้าร่วมแข่งขันได้รับการ “รับประกันความปลอดภัย” สำหรับผู้เล่นและสตาฟฟ์โค้ชทุกคน

คำถามอื่นๆยังมีอีกครับ เช่น เหตุใดกองกำลังจึงเลือกที่จะจู่โจมรถบัสขบวนนี้ ซึ่งเป็นไปได้ที่จะทราบว่ามีการระบุเป้าหมายที่ชัดเจนไว้ก่อนแล้ว และทางแองโกลา จะรับผิดชอบต่อเหตุการณ์นี้อย่างไร

แล้วชาวแองโกลา จะรับผิดชอบอย่างไรต่อ “ความรู้สึก” ของชาวโลกที่สูญเสียความเชื่อมั่นต่อแอฟริกาไปจนแทบจะหมด

อย่าลืมว่าปีนี้จะเป็นปีแรกที่ แอฟริกา จะได้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก

มันคือปีที่ควรจะเป็นปีแห่งความยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวแอฟริกา ปีที่แอฟริกาในสายตาชาวโลกจะเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล ปีที่คนผิวสีจะไม่ถูกเป็นชนชั้นสองชั้นสาม และพวกเขาไม่ใช่บ้านป่าเมืองเถื่อนอีกต่อไป

แองโกลา จะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร?

ใครเคยทำเสื้อเปื้อนเลือด - ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ - ย่อมรู้ดีครับ ว่าการจะทำความสะอาดนั้นมันยากขนาดไหน…

3 Responses to “คราบเลือด รอยกระสุน และแผลเป็นที่คาบินดา [นอกเรื่อง ^^"]”

  1. pizza_peach says:

    อ่านเพลินเหมือนเดิมครับ ^^

    เขียนเรื่องของการเมืองกีฬาได้ขนาดนี้ ไม่คิดเขียนเรื่องกีฬาสีของไทยมั่งเหรอ ฮะ..ๆ…ๆ
    ( ล้อเล่นนะครับ )

  2. lonelywolf says:

    ฮ่าๆ เคยคิดจะเขียนเรื่องการเมืองครับ แต่ผมไม่ค่อยเป็นกลางเท่าไหร่ เคยเขียนแสดงความเห็นแล้วโดนติง ซึ่งเรื่องที่โดนติงผมไม่ได้ติดใจครับ แต่ผมกลัวจะไปทำลายสัมพันธ์ดีๆระหว่างคนเขียน-คนอ่าน ก็เลยไม่เขียนดีกว่า (ทั้งที่ความจริงผมเชื่อว่าผมเองก็แฟร์พอ และคุณผู้อ่านก็น่าจะแฟร์พอเช่นกัน ไม่เช่นนั้นก็คงไม่แสดงความเห็นให้เปิดใจกว้างๆมองอีกมุมบ้าง)

    สมัยก่อนตอนคิกออฟยังอยู่ (ตอนนี้อยู่แค่ความทรงจำ) โดยเฉพาะตอนทำงานใหม่ๆ สดๆ ผมเขียนแสดงความเห็นทางการเมืองผ่านคอลัมน์บ่อยๆไปครับ บางทียังกลัวๆเลยว่าจะโดนเจ้านายเรียกไปดุหรือเปล่า

    เรื่องกีฬาสีของไทย พูดยากครับ - พูดยากเพราะกลัวจะทำร้ายใจกันนี่แหละ พูดยากเพราะเรามักจะคิดว่าเราถูกกว่าคนอื่นเสมอซึ่งบางทีมันไม่ใช่ พูดยากเพราะบางคนใจแคบไม่พร้อมจะรับฟัง พูดยากเพราะบางทีเราไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์หรือสถานการณ์จริงมองจากข้างนอกมายังไงมันก็ไม่ชัดเท่าเข้าไปสัมผัสจริงๆครับ

    เมื่อพูดยากก็ต้องพยายามพูดเฉพาะที่จำเป็น คิดถึงกันแค่เรื่องดี-ชั่ว คิดถึงแต่บ้านเมือง-ส่วนรวม น่าจะดีที่สุดครับ

    ยังไงก็อรุณสวัสดิ์คุณ @pizza_peach (เดี๋ยวนี้หลายเว็บเค้าเรียกสมาชิก @ เป็นทวิตเตอร์หมดเลย 55) และคนอื่นๆด้วยนะครับ ความเห็นต่อจากนี้ไปขอเป็นเรื่องเกี่ยวกับบทความเป็นหลักนะครับ เรื่องอื่นๆ รวมถึงกีฬาสีประเทศไทยขอให้เป็นเรื่องรองนะ

    สีอะไรก็รักกัน รักกัน ;)

  3. pizza_peach says:

    จะว่าไป มาคิดดีๆ ก็น่าสงสารคนแอฟริกาธรรมดาๆจริงๆนะครับ เฮ้อ..

Leave a Reply

Categories

Archives

สมัครสมาชิก/Log in-Log out