A A
RSS

Scouse brief analysis on ‘หุ้นหงส์’

Thu, Oct 1, 2009

Melwood

ก่อนจะนั่งแปลงานเรื่องอื่นๆต่อ ผมขออนุญาตสรุปเรื่องข่าวการเข้ามาซื้อหุ้นของ “เจ้าชายไฟซาล” ที่เป็นข่าวมาหลายวันนะครับ

เรื่องโดยสรุปแบบย่อที่สุดมีดังนี้ครับ….

1. จอร์จ จิลเล็ตต์ กับ ทอม ฮิคส์ ถังแตกโดนธนาคารบี้ให้มีการหาคนมาร่วมทุนโดยด่วนที่สุด ไม่เช่นนั้นจะโดนบีบให้ขายสโมสร (เรื่องนี้ยังไม่ได้เล่า ไว้จะเล่าให้ฟัง) นั่นทำให้มีแถลงการณ์ยืนยันว่าทั้งสองแต่งตั้งธนาคาร เมอร์ริลล์ ลินช์ และ รอชสไชลด์ เพื่อหาช่วยประเมินสโมสรและหาผู้ร่วมทุน (ตามที่น้องต้น kopper ได้นำข่าวมาลงเมื่อ 2-3 วันก่อน)

“ตามที่ได้มีข่าวถึงการพิจารณาการปรับโครงสร้างของสโมสรดังที่ข่าวได้ออกไปก่อนหน้านี้ ขณะนี้ทั้งจอร์จ ยินเลตต์และทอม ฮิกส์ ได้ร่วมกับ Bank of America Merrill Lynch and Rothschild เพื่อที่จะประเมินราคาของสโมสรและหาความเป็นไปได้ที่จะหาผู้ลงทุนรายใหม่เพื่อที่จะมาลงทุนในกิจการของสโมสรต่อไป”

2. จิลเล็ตต์ กับฮิคส์ เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่บ่งชี้คือการที่ จิลเล็ตต์ ไปเจรจาเพื่อหาทาง “ขายของ” 2 อย่างในมือตัวเองคือ 1. ธุรกิจรถแข่งแนสคาร์ ที่เป็นเจ้าของทีมรถแข่งอยู่ กับ 2. ขายลิเวอร์พูล โดยอาศัยเรื่องการเปิดตลาดใหม่ที่ตะวันออกกลางเป็นข้ออ้าง ทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ในเรื่องของการสร้างอคาเดมี่ลิเวอร์พูล ที่ตะวันออกกลาง (แล้วมันจะเป็นลิเวอร์พูลได้ไง?) และสิทธิ์ในการทำตลาดของลิเวอร์พูล ในตะวันออกกลางให้เป็นของบริษัท F6 ของเจ้าชายไฟซาล

3. จากข้อ 2 สิ่งที่ จิลเล็ตต์ เน้นมากกว่าคือการขายรถแนสคาร์ ดังจะเห็นได้จากการเปิดเผยว่ามีการคุยกันใน “รายละเอียดเชิงลึก” ที่อยู่นอกเหนือจาก MOU แล้ว ส่วนเรื่องลิเวอร์พูล ดันบอกว่าไม่มีอะไรในกอไผ่

4. จากข้อ 3 ผมไม่เชื่อว่าคำพูดของ จิลเล็ตต์ ที่บอกว่าไม่มีอะไรในกอไผ่ในเรื่องขายหุ้นหงส์ไม่เป็นความจริง เพราะมันย่อมต้องเป็นหนึ่งในเรื่องที่ต้องคุยอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าสิ่งที่พูดกันบนโต๊ะ กับสิ่งที่เป็นข่าวนั้นมันสวนทางกัน ซึ่งก็เป็นอย่างที่ผมเขียนเอาไว้ในช่วงวันแรกๆที่มีข่าวครับว่า จิลเล็ตต์ อยากจะขายหุ้น “ในส่วนของตัวเอง” ออกไปให้กับ เจ้าชายไฟซาล แต่อยากจะขายแค่ 25% เท่านั้น ขณะที่เจ้าชายอยากจะได้มากกว่านั้น ซึ่งมันไม่ตรงกับที่คุยกันไว้ การออกมาปฏิเสธจึงเกิดขึ้น

5. ผมเชื่อว่า จิลเล็ต์ต์ ได้เล่าให้ทางเจ้าชายไฟซาล และ F6 ฟังถึงเรื่องความขัดแย้งกับ ทอม ฮิคส์ ทำให้ทางผู้บริหารของ F6 ออกมากล่าวในภายหลังว่า ประเด็นความขัดแย้งระหว่างทั้งสองเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า เพราะอย่าลืมว่า จิลเล็ตต์ กับ ฮิคส์ มีสัญญากันอยู่ว่าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะยอมขายหุ้นก็จะต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายก่อนเสมอ ซึ่งการที่ จิลเล็ตต์ “ดอด” ไปขายของคนเดียวโดยที่ ฮิคส์ ไม่รู้เรื่องนั้น ไม่มีทางที่ ฮิคส์ จะยอมให้มีการขายหุ้นอยู่แล้ว และในอดีตก็เคยทำแบบนี้มาแล้วด้วย

6. ด้าน F6 ที่ออกมากล่าวพาดพิงเจ้าชายไฟซาล ว่าต้องการซื้อหุ้น 50% นั้นเป็นการ “หยั่งเชิง” ที่แยบยล เพื่อดูปฏิกริยาว่า ฮิคส์ กับ จิลเล็ตต์ จะเป็นอย่างไร ซึ่งก็เป็นไปตามคาดครับ ทั้งสองดิ้นผางๆ ถึงขั้นกัดฟันมาูจูบปากออกแถลงการณ์ร่วมกันได้ นั่นแปลว่าทั้งสองคนนี้ยังไม่ยอมปล่อย ลิเวอร์พูล ออกจากมือง่ายๆแน่นอน

7. จากข้อ 6 ทางด้าน F6 จึงได้ “เซฟตัวเอง” ด้วยการบอกว่าที่ให้สัมภาษณ์ไปก่อนหน้านั้นมันเป็นแค่เรื่องของ “ความเป็นไปได้” เพราะใน MOU นั้นมีการระบุเอาไว้ถึงความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาร่วมลงทุนกับลิเวอร์พูล ในอนาคต ก่อนจะโบ้ยไปประเด็นเรื่อง หนี้สินของสโมสรกว่า 240 ล้านปอนด์ที่ติดแบงค์อยู่ในเวลานี้ กับประเด็นความขัดแย้งของสองเ้จ้าของที่เขี้ยวทั้งคู่นั้น …….(เจ้า) ชายรับไม่ได้!

8. สำหรับอนาคตนั้น การขายหุ้นหรือการร่วมลงทุนโดยเจ้าอื่นนั้นจะีมีแน่ไม่ช้าก็เร็ว เพราะอย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ข้อแรกว่าทั้งสองเจ้าของสโมสรนั้นโดนธนาคาร “บี้” อยู่ เพียงแต่ในระหว่างที่ยังพอมีเวลา ทั้งคู่ก็อยากจะหาคนที่คุยกันรู้เรื่องมาร่วมลงทุนโดยที่ตัวเองจะไม่เสียประโยชน์ในสิทธิ์บริหารสโมสรที่มีศักยภาพจะ “โกยเงิน” มหาศาลได้ในอนาคต (โดยเฉพาะหลังสร้างสนามใหม่)

…. เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้แล (นี่สรุปแล้วนะครับ ^^”)

Tags: ,

5 Responses to “Scouse brief analysis on ‘หุ้นหงส์’”

  1. getkop says:

    บางที…

    ตกรอบแชมเปี้ยนลีกส์ อาจจะบีบให้ขายสโมสรได้เร็วขึ้น
    เอวัง ขอให้หายเร็วๆ ครับ

  2. toppingdreamy says:

    อ่านะ ทำกำไรมากมายอะ

  3. pinkiito says:

    กลุ้ม

  4. Neung says:

    ขอบคุณครับ

  5. cally says:

    กลัีบไม่ได้ ไปไม่ถึง

Leave a Reply

Categories

Archives

สมัครสมาชิก/Log in-Log out