เบื้องหลังปัญหาของลิเวอร์พูล อคาเดมี่
Sat, Nov 14, 2009
(กลับมาแล้วนะครับ ^^)
ย้อนหลังกลับไปในความพ่ายแพ้ของลิเวอร์พูล ต่ออาร์เซนอล ในเกมคาร์ลิ่ง คัพ รอบ 4 เมื่อเดือนที่แล้ว แม้ราฟา เบนิเตซ จะยืนยันว่าไม่ได้ติดใจอะไรและพอใจกับฟอร์มการเล่นของลูกทีมที่สู้กับเหล่า “ยังกันส์” ซึ่งความจริงแล้วก็ไม่ถึงกับเป็นยังกันส์เท่าไหร่นักเพราะมีผู้เล่นระดับชุดใหญ่อยู่หลายคนลงสนาม
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่ามันคือความล้มเหลวอีกครั้งของ ราฟา เบนิเตซ
ในเกมดังกล่าว ราฟา พยายามใช้ผู้เล่นชุดใหญ่ที่ไม่ได้เป็นตัวหลักลงสนามควบคู่กับดาวรุ่งที่มีความหวังในอนาคต ซึ่งรวมถึงนักเตะที่แฟนบอลคาดหวังอย่าง เจย์ สเปียริง และ ดาวิด เอ็นโก แต่ที่สุดแล้วพวกเขาก็สู้กับความสามารถของเด็กปั้น อาร์แซน เวนเกอร์ ไม่ไหว
ท่ามกลางความล้มเหลวของ ลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้ มันจึงเกิดคำถามขึ้นอีกครั้งว่า “เหตุใด” สโมสรที่เคยปั้นนักฟุตบอลชั้นยอดมาแล้วมากมาย โดยเฉพาะในยุคปี 90 ที่มีทั้ง ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, สตีฟ แม็คมานามาน, ไมเคิล โอเว่น, สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด และ เจมี่ คาร์ราเกอร์ (ซึ่งหากอยากจะนับเด็กที่ซื้อมาปั้นอย่าง เจมี่ เรดแนปป์ ก็อาจจะนับเพิ่มได้อีก) จึงไม่สามารถผลิตนักเตะชั้นยอดแบบนั้นขึ้นมาได้อีก
ราฟา เคยกล่าวเอาไว้ในวันรับตำแหน่งในปี 2004 ว่ารากฐานแห่งความสำเร็จของสโมสรในอนาคตคือผู้เล่นเยาวชน และเขาตั้งใจจะผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มกำลัง
ไหนล่ะ?
บิดเข็มนาฬิกาย้อนหลังกลับไปไกลกว่านั้นในปี 1998 ลิเวอร์พูล สร้างความฮือฮาอย่างมากในฐานะสโมสรแรกที่มีการเปิด “อคาเดมี่” ขึ้นอย่างเป็นเรื่องเป็นราว โดยใช้เงินลงทุนกว่า 10 ล้านปอนด์ เพื่อวัตถุประสงค์ในการพัฒนาผู้เล่นเยาวชนขึ้นมาเองเหมือนที่ ไออักซ์ อัมสเตอร์ดัม เคยครองแชมป์ยุโรปด้วยผู้เล่นจากอคาเดมี่ ที่ถือเป็นตักศิลาลูกหนังของวงการ
แต่ตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา แฟนบอลเดอะ ค็อป ไม่เคยได้เห็นนักฟุตบอลจากอคาเดมี่ โผล่ขึ้นมาเป็นตัวหลักในทีมอีกเลย อย่างดีที่สุดก็คือ สตีเฟ่น วอร์น็อค ที่เคยมีส่วนในทีมอยู่บ้าง นอกเหนือจากนั้นก็อาจเป็นรุ่นหลังอย่าง สเปียริง และ มาร์ติน เคลลี่ ที่เหมือนจะมีโอกาสแจ้งเกิดในฤดูกาลนี้ แต่โอกาสลงสนามจนถึงเวลานี้ก็น้อยเหลือเกิน
นั่นแปลว่าผลิตผลของลิเวอร์พูล อคาเดมี่ มันย่ำแย่ขนาดนั้นเลยหรือ?
เปล่า - ในช่วง 4-5 ปีหลังที่ผ่านมานักฟุตบอลจากอคาเดมี่ ลิเวอร์พูล ประสบความสำเร็จสูง โดยคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ 2 สมัยและรองแชมป์อีก 1 สมัย มีเด็กดาวรุ่งฝีเท้าดีๆที่แฟนบอลฝากความหวังเอาไว้หลายราย ไม่ว่าจะเป็นสายเลือดแท้อย่าง เรย์ พุทเทอริลล์, สเปียริง, อดัม แฮมมิลล์, สตีเฟ่น ดาร์บี้, ไรอัน ฟลินน์, เคร็ก ลินฟิลด์
รวมถึงเด็กดาวรุ่งระดับเพชรเม็ดงามที่ ราฟา ไปคว้าตัวมาในยุคแรกๆที่เข้ามารับงานที่แอนฟิลด์ อย่าง แจ็ค ฮอบบ์ส, พอล แอนเดอร์สัน (ที่แลกกับ จอห์น เวลช์ กองกลางฮาร์ดแมนที่แฟนบอลชื่นชอบ)
และที่ผ่านมา ราฟา ก็ชื่นชอบเหลือเกินในการส่งแมวมองไปทั่วทุกมุมโลกเพื่อกวาดต้อนดาวรุ่งที่พอมีแววเข้ามาเก็บสะสมไว้เป็นคอลเลคชั่น
แต่ที่สุดแล้วก็ไม่มีใครได้แจ้งเกิดเป็นเสาหลักในทีมเลยแม้แต่คนเดียว ส่วนใหญ่ก็ต้องเก็บข้าวของย้ายออกไปอยู่กับทีมเล็กๆทั้งที่ยังไม่ได้รับโอกาสที่ยุติธรรมเลย
ใช่ - โอกาสที่ยุติธรรม
ในชีวิตจริงการปั้นดาวรุ่งขึ้นมาสักคนเป็นที่รู้กันว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายนัก นอกจากตัวเด็กเองจะต้องมีแวว มีความพร้อมทั้งเรื่องฝีเท้าและจิตใจ รวมถึงมีการพัฒนาที่ต่อเนื่องไม่หยุดนิ่งเพราะคิดว่าตัวเองเก่งพอแล้ว
“โชค” ก็เป็นส่วนสำคัญด้วยเช่นกัน
แต่สิ่งที่มันน่าแปลกใจคือคนอย่าง ราฟา ที่เคยคุมทีม “กาสติญา” หรือ เรอัล มาดริด บี ซึ่งเป็นทีมของบรรดาดาวรุ่ง “ราชันชุดขาว” ซึ่งคลุกคลีตีโมงกับฟุตบอลเยาวชนมานาน กลับไม่สามารถหาเด็กสักคนเอาไว้เชิดหน้าชูตา ในฐานะ “เด็กปั้น” ตัวจริงเสียงจริง
แซวกันเล่นๆว่าหาก ราฟา ให้โอกาสกับ เจย์ สเปียริง สักเพียง 1/4 ที่ให้กับ ลูคัส บางที ลิเวอร์พูล น่าจะมีกองกลางฝีเท้าดีที่เป็นสายเลือดแท้ๆของสโมสรที่อาจก้าวขึ้นมาเป็นตำนานเหมือน สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ได้ในอนาคตเลยทีเดียว
ในมุมหนึ่งนั้น วิเคราะห์ได้ว่าการที่ ราฟา ปิดโอกาสไม่ให้ดาวรุ่งในทีมได้โอกาสลงสนามเนื่องจากยังไม่เชื่อว่าเด็กๆเหล่านั้น “ดีพอ” ที่จะลงเล่นในทีมชุดใหญ่
แต่อีกมุมหนึ่งนั้นน่าสนใจกว่า เพราะว่าสิ่งที่น่าจะเป็น “กำแพง” สำหรับเด็กๆอคาเดมี่ คือความสัมพันธ์ที่ร้าวฉานระหว่าง “เมลวู้ด” กับ “เคิร์กบี้”
เมลวู้ด คือสนามซ้อมของทีมลิเวอร์พูล ชุดใหญ่และทีมสำรอง ขณะที่ เคิร์กบี้ คือที่ตั้งของอคาเดมี่
ทั้งสองแห่งใช้ทีมงานกันคนละชุดแยกกันอย่างอิสระ
และเรื่องนี้เองที่ทำให้ ราฟา รับไม่ได้
ในช่วงสิ้นสุดฤดูกาล 2007 ลิเวอร์พูล สามารถคว้าแชมป์เอฟเอ ยูธ คัพ ได้เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน และมันก็ได้กลายเป็นแชมป์ส่งท้ายให้กับ สตีฟ ไฮเวย์ ที่ลาออกจากการเป็นผู้อำนวยการอคาเดมี่ และลาออกจากการทำหน้าที่ในทีมเยาวชนของลิเวอร์พูล ที่ดูแลมายาวนานกว่า 19 ปี
ถัดมาในช่วงสิ้นสุดฤดูกาลที่แล้ว ราฟา ได้ปลดสตาฟฟ์พ้นจากตำแหน่งถึง 17 คน โดยรวมถึง พีท แฮมเบิร์ก ผู้อำนวยการอคาเดมี่ ที่เข้ามารับตำแหน่งต่อจาก “ไอ้รถด่วน”, แกรี่ แอ๊บเล็ตต์ ผู้จัดการทีมสำรองที่เคยนำทีมคว้าแชมป์ลีกสำรองมาแล้ว, มัลคอล์ม เอเลียส หัวหน้าแมวมอง (ที่เคยปั้น ธีโอ วัลคอตต์, แกเร็ธ เบล, เวย์น บริดจ์ และ เคนวายน์ โจนส์ ในทีมเซาแธมป์ตัน) และ ฮิวจ์ แม็คเอาลีย์ ซึ่ง เจอร์ราร์ด, ฟาวเลอร์ และ คาร์ราเกอร์ เคยเขียนเทิดทูนเอาไว้ในหนังสืออัตชีวประวัติของตัวเอง
จากนั้น ราฟา ได้แต่งตั้งสตาฟฟ์ชุดใหม่เข้ามาทำงาน โดยมี แฟรงค์ แม็คพาร์แลนด์ เข้ามานั่งแท่นผู้อำนวยการอคาเดมี่แทน ร่วมกับ โฆเซ่ เซกูร่า ที่จะรับตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายเทคนิค และ โรดอลโฟ บอร์เรล โค้ชจากทีมเยาวชนบาร์เซโลน่า ที่ปั้น ลิโอเนล เมสซี่, อันเดรียส อิเนียสต้า และอีกหลายๆคน
จอห์น แม็คมาน พี่ชายแท้ๆของ สตีฟ แม็คมาน อดีตฮาร์ดแมนของทีม มานั่งตำแหน่งผู้จัดการทีมสำรอง
และเหนืออื่นใดคือการได้ “คิง” เคนนี่ ดัลกลิช กลับมาแอนฟิลด์อีกครั้ง ทั้งในบทของ “สะพาน” ที่จะเชื่อมโยงระหว่าง เคิร์กบี้ และ เมลวู้ด และบทของ “ทูต” ที่จะทำหน้าที่ในเรื่องของการเจรจาการตลาดต่างๆ
อะไรที่ทำให้ ราฟา ตัดสินใจ “ล้างบาง” แบบนี้?
“ไม่มีใครสักคนที่โดนปลดที่มาจากการแต่งตั้งของ เบนิเตซ พวกเขาได้รับการแต่งตั้งโดย สตีฟ ไฮเวย์ หรือไม่ก็ ริค แพร์รี่” แหล่งข่าววงในจากแอนฟิลด์ เผยความลับ
“เมื่อเขาคิดจะรวบอำนาจเข้าสู่ตัวเองทั้งหมด มันก็ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครก็ตามที่มาจากสายอง สตีฟ ไฮเวย์ จะต้องเก็บข้าวของออกไปหลังจบฤดูกาล”
แหล่งข่าวคนดังกล่าวยังเผยต่อด้วยว่า “สตีฟ ทำผลงานได้อย่างวิเศษที่ลิเวอร์พูล ในแง่ของการตั้งอคาเดมี่ ร่วมกับ ริคแพร์รี่ แต่ปัญหานั้นเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่าง อคาเดมี่ กับ เชราร์ อุลลิเย่ร์ และเรื่องนี้มันก็สืบทอดไปถึง เบนิเตซ ผู้จัดการทีมสองคนนี้นั้นมีบุคลิกแข็งกร้าว และทั้งคู่ก็แตกหักกับ ไฮเวย์ อย่างรุนแรง”
“ตอนนี้พวกเขาถึงขั้นปลดสัญลักษณ์ของอคาเดมี่ ที่เคิร์กบี้ลงมา ให้เหลือแค่คำว่า “สโมสรลิเวอร์พูล” ส่วนที่ห้องโถงของอคาเดมี่ ซึ่งเคยมีถาดที่เขียนสดุดีความสำเร็จของ สตีฟ ไฮเวย์ ก็โดนปลดออกด้วยเช่นกัน”
ปฏิบัติการล้างบางของ ราฟา ประสบความสำเร็จไปแล้ว เวลานี้ อคาเดมี่ ที่เคิร์กบี้ เหลือแต่คนของกุนซือชาวสเปน อยู่เท่านั้น และอคาเดมี่ ที่เคยเป็นความภูมิใจของสเกาเซอร์ เวลานี้มันเริ่มมีกลิ่นอายแบบ “ละติน” เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
นโยบายใหม่ๆก็ถูกนำมาใช้ในทีมเยาวชน โดยเวลานี้ตัวเลขเยาวชนในอคาเดมี่ นั้นลดลงถึงครึ่งนึง โดยเมื่อปีกลายนั้นมีผู้เล่น 20 คนในเคิร์กบี้ และที่เมลวู้ด ก็จะมีจำนวนเท่ากันในทีมสำรอง แต่เวลานี้มันเหลือทั้งหมดแค่ 21 คนเท่านั้นในเคิร์กบี้
“ปัญหาของลิเวอร์พูล ก็คือพวกเขามีอคาเดมี่ 2 แห่ง - อคาเดมี่ ของราฟา อยู่ที่ เมลวู้ด และของสตีฟ ไฮเวย์ อยู่ที่ เคิร์กบี้” แหล่งข่าวเผยต่อไป
“เมลวู้ด จะได้รับสิทธิพิเศษมากกว่า เพราะนักเตะพวกนั้นอยู่ในสายตาของ ราฟาทุกวัน โอกาสที่เด็กๆจากเคิร์กบี้ จะได้เลื่อนชั้นขึ้นมาจึงมีน้อยมากเหลือเกิน”
“แต่ปัญหาดังกล่าวตอนนี้หมดไปแล้วนักเตะดาวรุ่งสามารถจะเล่นในทีมสำรองได้ด้วย พวกเขาจะได้รับโอกาสมากขึ้นในตอนนี้เพราะว่าอุปสรรคนั้นหายไปแล้ว และเมื่อเด็กๆพวกนี้มีโอกาสแล้ว ใครจะแจ้งเกิดได้บ้างนั้น พระเจ้าเท่านั้นที่รู้”
สำหรับ ราฟา แนวคิดที่จะปั้นเด็กๆท้องถิ่นขึ้นมานั้นมันคร่ำครึเกินไป เพราะ “คุณภาพ” ของเด็กๆเหล่านั้นมันไม่ถึงมาตรฐานที่เขาเชื่อว่าจะสามารถเอาตัวรอดในระดับสูงสุดได้
ราฟา พยายามเดินตามแนวทางของ อาร์เซนอล ที่ใช้เงินลงทุนมากกว่า 10 ล้านปอนด์ในการดึงนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดีมาปั้นเพื่อดันสู่ทีมชุดใหญ่ เช่นกันกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ทำเช่นกัน
ก่อนหน้า ราฟา พยายามจะซื้อตัวดาวรุ่งแววดีอย่าง จอห์น โคฟี และ โรเบิร์ต เบรดี้ ให้ได้แต่ก็โดน แมนฯ ยูไนเต็ด ตัดหน้าไปทั้งสองครั้ง ซึ่งเอล บอส ชี้ว่าเป็นความผิดของ แพร์รี่ และ แฮมเบิร์ก และนั่นก็เป็นหนึ่งในเหตุผลของความขัดแย้งด้วยเช่นกัน
แต่ที่สุดแล้วต่อให้ได้ดาวรุ่งเก่งชั้นเทพแค่ไหนมา หากไม่มีการเปิดประตูให้จาก ราฟา มันก็เท่านั้น
แหล่งข่าวจากแอนฟิลด์อีกรายให้ความเห็นเรื่องนี้ว่า “ทำไมเอเยนต์ถึงชอบพานักเตะมาที่ลิเวอร์พูล ในช่วงก่อนหน้านี้? นั่นเพราะเอเยนต์เขาก็ต้องพึ่งดาวรุ่งพวกนี้ด้วยหวังว่าจะประสบความสำเร็จในอนาคต ทีนี้พอเด็กย้ายเข้ามาแล้วแต่ดันไม่ได้เล่นมันก็เท่านั้น ตอนนี้ เบนิเตซ กุมอำนาจเอาไว้ทั้งหมด ซึ่งเราก็อาจจะพูดได้ว่าพวกเขาจะประสบความสำเร็จมากขึ้นในการหาเด็กเข้ามาใหม่ๆ แต่มันก็เป็นเพราะมันเป็นเด็กของราฟา”
อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวจากแอนฟิลด์ เชื่อว่าในอีกไม่เกิน 3 ปีข้างหน้าเด็กๆจากอคาเดมี่ของลิเวอร์พูล จะก้าวขึ้นมาติดทีมชุดใหญ่ได้ถึง 7 คนเลยทีเดียว
ลอรี่ ดัลลา วัลเล กองหน้าสายเลือดฟินน์ ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดในยุโรป รวมกับ คริสโตเฟอร์ บุชต์มันน์, เดวิด อามู, อเล็กซ์ คาซานิคลิช, นาธาน เอคเคิลสตัน, อังเดร วิสดอม และ ดีน บูซานิส ถือว่ามีแววทุกคน
แต่คำถามต่อไปก็คือ เมื่อรวบอำนาจมาที่ตัวเองแบบนี้แล้วราฟา จะมีเวลาดูเด็กพวกนี้จริงหรือ? เพราะที่เป็นอยู่ในเวลานี้งานของเขาก็ล้นมืออยู่แล้ว โดยเฉพาะกับการแก้ไขปัญหาฟอร์มการเล่นของ ลิเวอร์พูล ที่ย่ำแย่ที่สุดในรอบ 5 ปีที่ราฟา คุมทีมมา
“ลืม ราฟา ไปได้เลย ผมไม่เคยเห็นผู้จัดการทีมในพรีเมียร์ลีกคนไหนจะมีเวลามาคุมอคาเดมี่ได้ มันเป็นเรื่องใหญ่ที่ ราฟา กับแพร์รี่ เห็นไม่ตรงกัน ริค รู้สึกว่าเขามีงานมากพออยู่แล้ว เรื่องนี้มันส่งผลต่อโอกาสของเด็กด้วย แต่ราฟา ก็เหมือนกับคนอื่นๆที่อยากจะเห็นเด็กในคาถาตัวเองประสบความสำเร็จ”
“ที่แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มีเรื่องไหนที่ไม่ผ่านตา เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เหมือนกับที่อาร์เซนอล ที่ทุกเรื่องอยู่ในสายของ อาร์แซน เวนเกอร์ทั้งหมด แต่มันไม่ได้หมายความว่าทั้งสองคนจะต้องไปลงมือทำทั้งหมด”
ราฟา พยายามให้แนวทางกับ แม็คพาร์แลนด์ และ เอดูอาร์โด้ มาเซีย หัวหน้าแมวมองของเขาเองในการช่วยเฟ้นหาสายเลือดใหม่ของทีมหลังจากที่สรุปเอาว่าระบบแบบเก่าๆที่เคยใช้มันไม่ได้ผลอีกต่อไปแล้ว
แต่หากที่สุดแล้วยังไม่มีผู้เล่นจากอคาเดมี่คนไหนก้าวขึ้นมาได้อีก
นั่นแปลว่าการโทษระบบและคนที่อยู่กับสโมสรมายาวนานอย่าง ไฮเวย์, แพร์รี่, แม็คเอาลีย์ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง
และ ราฟา ก็สมควรก้มหน้ายอมรับความผิดแต่เพียงผู้เดียว
Tags: Academy&Reserves


ตามนั่น
เป็นเพราะแฟนบอลที่หนุนหลังและเชื่อใจราฟา ทำให้เขาสามารถมีวันนี้
ขอแค่อย่าทำให้แฟนบอลผิดหวังเท่านั้น …
แจ๊ก ฮอบป์ , พอล แอนเดอร์สัน , เคร็ก แลนฟิลน์ , โปรโมทซะดิบดี สุดท้ายก็..
คิดว่าราฟาคงไม่ได้ออกง่ายๆแล้วเพราะวางระบบไว้เยอะ
ทางที่ดีที่สุด คือราฟาต้องแก้ปัญหาให้ได้
ถ้าได้ผู้จัดการใหม่มาเด๋วก็ต้องมีปรับทีมงานอีก ยิ่งยุ่งไปใหญ่
น่าเปิดหัวข้อล้อมวงคุยกันอีกนะครับพี่ อยากรู้ว่าแฟนๆตอนนี้คิดยังไง
ราฟาถึงเวลาที่ต้องไปหรือยัง คุ้มมั้ยที่จะไป แบ้วอยากให้ใครมาแทนกัน
ชอบดูคาร์ลั่งคัพ เพราะอยากดูพวกดาวรุ่งลงเตะ แต่ราฟาก็ส่งพวกสำรองลงมาเพียบ ส่วนดาวรุ่งลงน้อยมาก น่าเสียดาย
รอดาวรุ่งเจ๋งๆครับ คิดถึงสมัยที่คาร์ร่ากับเจิดกับธอมโม่แล้วก็โอเว่นลงสัมผัสเกมครั้งแรกแล้วยังขนลุกอยู่เลยครับ ^^
คาร์ร่าที่ช่วงแรกลงมาเป็นมิดฟิวด์ตัวรับ ยิงประตูเข้าวิ่งเป็นเด็กเลยครับ ^^(รู้สึกว่าจะเจอกับวิลล่า)
มันก็พูดยากนะเรื่องนี้
เพราะจะมีสักกี่ทีมที่กล้าเดิมพันกับทีมเยาวชนของตัวเอง
กล้าแค่ไหนที่จะลองผิดลองถูก ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
และให้โอกาสอย่างต่อเนื่อง
ในฟุตบอลปัจจุบันที่ต้องชนะ ชนะ ชนะ ชนะ แล้วก็ชนะเท่านั้น
การให้โอกาสใครสักคน สักครั้ง มันก็ดูจะยากเย็นเหลือเกิน