ในบรรดาหมู่อาหารยอดนิยมแล้ว ผมเชื่อว่าน่าจะเกือบทุกคนที่โปรดปราน “หมึก”กันเป็นพิเศษ
น่าเสียดายที่ผมไม่ชอบทานครับ
ไม่ใช่กลัวจะอ้วนหรือไร (เพราะอ้วนไปแล้ว) แต่เหตุผลก็คือผมเป็นคนแปลกๆในเรื่องของการเลือกอาหาร อันไหนชอบก็คือชอบ อันไหนไม่ชอบก็คือไม่กิน โดยที่บางทีบางครั้งก็ไม่ใช่ว่ากินไม่ได้
ยกตัวอย่างเช่น ผมไม่ชอบไข่ขาว ดังนั้นถ้าเป็นเมนูไข่ ไม่ว่าจะเป็นไข่เจียว ไข่คน ไข่ตุ๋น ก็จะไม่แตะเลยแม้แต่น้อย จะทานก็เฉพาะไข่ต้ม ไข่ดาว และไข่เค็ม โดยจะเลือกเฉพาะไข่แดงเท่านั้น หรือถ้าสั่งเมนูบางอย่างที่ต้องใส่ไข่ผสม เช่น ผัดไท ผัดซีอิ๊ว ถ้าเลือกได้ก็จะบอกไม่ใส่ไข่
อาจยกเว้นข้าวผัดเท่านั้นที่หยวนๆกินได้ แต่ถ้าเห็นไข่เป็นก้อนๆก็จะเขี่ยทิ้ง (ซึ่งฟังดูแล้วน่าหมั่นไส้ใช่ไหมครับ ฮ่าๆ)
ปลาหมึกก็เช่นกันครับ ผมจำไม่ได้ว่าทำไมถึงเลิกกิน ทั้งๆที่ตอนเด็กๆผมชอบกินไข่ปลาหมึกเสียบไม้ปิ้งมาก ซึ่งราคาสมัยนั้นก็แพงมาก เท่าที่จำได้น่าจะเป็นส่วนที่แพงที่สุดของปลาหมึกด้วยซ้ำไป เรียกว่าผมขอไม้เดียวก็น่าจะเท่ากับพี่ชายสั่งหมึกปิ้งมากิน 3-4 ไม้แล้ว
แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมไม่กินปลาหมึกเลยนะครับ จะปฏิเสธก็เฉพาะปลาหมึกที่เป็นชิ้นใหญ่ๆ เป็นตัวๆเท่านั้น เพราะถ้าเป็นปลาหมึกบด ปลาหมึกปิ้ง ปลาหมึกสควิดดี้ ปลาหมึกเต่าทอง (ใส่น้ำปลาหน่อย) อันนี้ชอบเลย
ความหอม หวาน มัน และ “หนึบ”น่าจะเป็นเสน่ห์ของปลาหมึก บวกกับการนำไปประกอบอาหารได้ง่าย [...]
ย้อนหลังกลับไปเมื่อสองปีก่อน ผมเป็นหนึ่งในผู้คนหลายหมื่นที่อยู่ในสนาม แอร์นสท์ ฮัปเปิล สตาดิโอน สนามที่ตั้งชื่อเพื่อให้เกียรติแก่ปรมาจารย์ลูกหนังของชาวออสเตรีย เพื่อเฝ้าชมเกมนัดสุดท้ายของศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป
วันนั้น สเปน ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมมาโดยตลอดรายการ ได้พบกับเยอรมนี ที่ผ่านเข้ารอบมาแบบถือว่าเซอร์ไพรซ์ เพราะด้วยศักยภาพทีม ขุมกำลัง และปัจจัยต่างๆนั้นทีมด็อยชต์ลันด์ ไม่ได้ดีพร้อมเหมือนคู่แข่ง
เราทราบกันนะครับว่าบทสรุปสุดท้ายชัยชนะเป็นของทีม “ลา โรฆา” ที่คว้าโทรฟี่ อองรี เดอ โลเนย์ ไปครองได้สำเร็จ โดยที่พูดได้เต็มปากว่า “คู่ควร”
เฟร์นานโด ตอร์เรส คือฮีโร่ในวันนั้นเพราะทีมเหลือความหวังเดียวในแดนหน้าเนื่องจาก ดาวิด บีญ่า ที่นำเป็นดาวซัลโวก่อนเกมดังกล่าวเพราะมีอาการบาดเจ็บ ซึ่งความจริงในทัวร์นาเมนต์นั้น “เอล นินโญ่”ก็ระเบิดฟอร์มถล่มประตูไม่ค่อยออกเหมือนกัน
หนืดและฝืด แต่ก็ยังดูน่าเกรงขามอยู่
กองเชียร์ที่เดินทางมาไกลจากสเปน ร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน
วันนั้นไม่ว่าจะในหรือนอกสนาม อยู่ ณ หนใดก็ยังได้ยิน “อัปปาเลโอ่ โอ้เล” หรือ “วีว้า วีวา เอสปันญ่า” ดังขึ้นตลอดเวลา
1.
ทุกคนมีความฝัน
ผมเองก็มีความฝัน คุณเองก็มีความฝัน เราทุกคนล้วนมีความฝัน ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมมีทั้งที่คล้ายและที่ต่าง
บางฝันเล็ก บางฝันกลาง บางฝันใหญ่
มากบ้างน้อยบ้างก็ย่อมมีคนที่ทำได้สมดังฝัน
ผมเองฝันไว้ตลอดว่าจะมีสักวันที่จะได้เป็นคอลัมนิสต์ที่ถูกส่งไปประจำการที่อังกฤษ เพื่อได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ได้ท่องเที่ยวไปยังสนามฟุตบอลต่างๆ เล็กบ้างใหญ่บ้าง ได้ตระเวณไปตามแดนดินต่างๆเพื่อบันทึกเรื่องราวกลับมาฝากผู้อ่านให้ได้จินตนาการตามตัวอักษรของเรา
ฝันของผมยังไม่เป็นจริงครับ - ในความจริงก็ไม่เชิง เพราะอย่างน้อยที่สุดผมก็ยังได้เขียนคอลัมน์ให้คุณๆอ่านมาโดยตลอด 6 ปีที่ผ่านมา จากคิกออฟ สู่สปอร์ตอินเตอร์ และอีกหลายๆที่โดยที่คุณอาจไม่รู้ เพราะเราอาจจะไม่เคยรู้จักกันทางทะเลอักษร
3 ปีก่อนผมได้โอกาสไปเฝ้าติดตามทีมรักที่เดินทางมาทัวร์ที่ฮ่องกง และเมื่อ 2 ปีที่แล้วผมมีประสบการณ์ในการไปตะลุยฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรกในยูโร 2008
ถ้าเปรียบเหมือนน้ำในแก้ว แม้มันจะยังไม่เต็มเปี่ยม แต่อย่างน้อยที่สุดก็มีปริมาณเกินครึ่งแก้วแล้ว
ผมยังรอวันที่จะได้เติมมันให้เต็มครับ เพื่อที่จะได้ตามหาความฝันอื่นๆที่ยังหลบมุมอยู่
ได้มีเวลาพักสมองให้เบาๆกัน 2 วัน สดชื่นขึ้นบ้างหรือเปล่าครับ?
ผมเองก็ดีใจครับที่ได้มีเวลาให้สมอง ร่างกาย และจิตใจได้คลายความอ่อนล้าลงไปบ้าง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการเขียนคอลัมน์ประจำทุกวันมันเป็นงานที่หนักและกินพลังงานสูง
ไม่ได้แค่พลังร่างกาย แต่ยังมีพลังความคิด และพลังจิตใจที่ต้องใช้รวมกันทั้งหมด
กัดฟันเขียนได้ผ่านมาจนถึงโค้งสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่ทางตรงที่ 2 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกจะ “สปรินต์” ใส่เกียร์สุนัขกันเพื่อเข้าเส้นชัย ก็รู้สึกดีใจแล้วครับ
ดีบ้างไม่ดีบ้าง ถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง ก็ว่ากันไป ใครอ่านแล้วชอบผมก็ดีใจครับ แต่ถ้าอ่านวันไหนแล้วขัดใจตรงนี้ก็ต้องขออภัยด้วย ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ผิดหวังหรือไรครับ เพราะชีวิตนักเขียนก็ไม่ต่างอะไรจากนักฟุตบอล
มันมีวันที่ฟอร์มดี ฟอร์มตก และวันอับโชคบ้างเป็นธรรมดา ^^”
1.
สำหรับ ดีเอโก้ อาร์มันโด มาราโดน่า จะเป็นเยอรมนีตะวันตก หรือเยอรมนี ก็นับเป็นคู่แข่งแห่งโชคชะตาอย่างแท้จริง
ทีมที่ต้องเคยเผชิญหน้ากันมาในนัดชิงชนะเลิศถึง 2 ครั้ง 2 ครา
จะมีอะไรน้อยไปกว่านั้นได้อีก
จากภาพคืนวันแห่งความเรืองโรจน์ มาราโดน่า หักปีกอินทรีเหล็กได้ที่ เอสตาดิโอ อัซเตก้า ถึงภาพแห่งความเจ็บปวดกับการพ่ายในนัดชิงชนะเลิศในอีก 4 ปีถัดมาที่กรุงโรม
วานนี้คือวันที่ มาราโดน่า จะได้หวนกลับมาพบคู่ปรับทีมนี้อีกครั้ง
สิ่งหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของการแข่งขันฟุตบอลโลก คือเหตุการณ์ที่พลิกผัน มีความขัดแย้ง และทำให้เกิดความรู้สึกที่รุนแรง สร้างได้ทั้งรอยยิ้มและคราบน้ำตา
มันคือความ Dramatic ที่ยากจะหาคำอะไรมาบรรยาย
ไม่มีใครจะรู้ดีว่าลึกที่สุดของหัวใจ หลุยส์ซัวเรซ กำลังคิดอะไรอยู่หลังการตัดสินใช้มือปัดบอลลูกนั้นเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ทีมต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
เช่นกันกับความรู้สึกของ กียาน อซาโมอาห์ ว่ามันบิดเบี้ยวและซับซ้อนแค่ไหนเมื่อโอกาสที่จะเป็นวีรบุรุษของชาติได้หลุดลอยออกในจังหวะที่ลูกฟุตบอลพุ่งไปชนคาน
ความรู้สึกของผู้คนหลายหมื่นคนที่อยู่ในสนามจะเป็นเช่นไร
นี่คือเสน่ห์ล้ำลึกของฟุตบอล เกมกีฬาที่สามารถกุมหัวใจของโลกทั้งใบเอาไว้ และสร้างนิทานเรื่องแล้วเรื่องเล่าขึ้นมามากมาย
เสียใจกับกานา ด้วยจริงๆครับ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันอยู่นอกเหนือจากการควบคุมของเหล่าขุนพลในสนามอย่างแท้้จริง
มันเป็นเรื่องของใครบางคนที่อยู่บนฟ้า และเลือกที่จะมอบรอยยิ้มแห่งโชคชะตาให้กับขุนพลอุรุกวาโย่มากกว่า
เมื่อวานนี้ “ซิมบ้า”แอบอู้ไปหนึ่งวันครับ ด้วยเหตุว่าป่วยจนกัดฟันเขียนงานไม่ไหวจริงๆ (ความจริงก็คือเก็บรายละเอียดเรื่องรอย ฮอดจ์สัน อยู่ครึ่งวัน สุดท้ายแปลบทสัมภาษณ์ขนาดยาวจบก็หมดสภาพพอดี ^^”)
ดีที่อยู่ในช่วงจังหวะ 2 วันของการ“พักรบ” ของฟุตบอลโลกครั้งนี้พอดี
ประเด็นละเอียดอ่อนที่เกี่ยวกับการแข่งขันจึงไม่มีมากนัก กระแสข่าวส่วนใหญ่เป็นไปตามธรรมชาติของช่วงก่อนเกมการแข่งขัน ที่จะมีการเช็คเรืองสภาพความพร้อมของแต่ละทีมกัน ใครเจ็บใครป่วย พร้อมไม่พร้อม รายละเอียดตรงนี้ต้องตีแผ่เพื่อความสบายใจและไม่สบายใจของแฟนบอลแต่ละทีมที่ตามลุ้นกันอยู่
เช่นกันครับว่าเป็นธรรมเนียมที่จะต้องมีการงัด “จิตวิทยลูกหนัง” มาใช้กันบ้างพอหอมปากหอมคอ
ในจังหวะที่การแข่งขันเริ่มตีวงเข้าใกล้โค้งสุดท้ายแบบนี้ อะไรที่ทำเพื่อปลุกใจทีมตัวเองและบั่นทอนทีมคู่แข่งได้นั้น ทำได้ต้องทำครับ มากบ้างน้อยบ้างไม่ใช่สาระสำคัญ
ดังนั้นหากจะเห็นการ “เกทับบลัฟแหลก” กันบ้าง โดยเฉพาะบรรดาฝีปากตะไกรทั้งหลายก็อย่าได้แปลกใจไป
มันเป็นเรื่องธรรมดาครับ
สำหรับวันนี้จะมีการแข่งขัน 2 คู่ด้วยกัน โดยมีหนึ่งคู่สำคัญที่ใครต่อใครต่างก็จับตาว่าการเจอกันระหว่างสองทีมเต็งอย่าง บราซิล และ ฮอลแลนด์ ผลจะจบลงเช่นไร
ก่อนจะไปลุ้นกันต่อในวันพรุ่งนี้ว่า อาร์เจนติน่า กับเยอรมัน ใครจะได้ผ่านเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายกัน
อย่างไรก็ดี ผมเองด้วยความที่สุขภาพยังฟื้นไม่เต็มที่ บวกกับใช้พลังงานไปสมควรกับการถ่ายทอดเรื่องราวของ รอย ฮอดจ์สัน นายใหญ่คนใหม่แห่งแอนฟิลด์ (ตามประสาคนรักกัน จะดีชั่วอย่างไรก็ต้องเขียนถึงลิเวอร์พูลในวาระแบบนี้ครับ) ก็ขออนุญาตหลบเรื่องเครียดๆไปก่อนในวันนี้
ที่จะหยิบมาเล่่าสู่กันฟังขอเป็นเรื่องเบาที่สุดที่เก็บอยู่ใน [...]
ในที่สุดครับ - หลังการรอคอยมาราว 1 เดือน ความไม่แน่นอนในแอนฟิลด์ ก็คลายความกังวลลงไปได้เปลาะหนึ่ง
มากบ้างน้อยบ้าง การได้หัวเรือใหญ่คนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน ราฟา เบนิเตซ ก็ดีกว่าเราไม่มีใครและไม่เหลือใครเลย
แน่นอนครับว่าการแต่งตั้งครั้งนี้ หรือครั้งไหน ก็ย่อมมีถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้างคละเคล้ากันไป และเท่าที่ทราบ รอย ฮอดจ์สัน ก็ไม่ใช่ตัวเลือกในอุดมคติสำหรับใครหลายคน
และต้องเรียนตามตรงว่าผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ
โดยส่วนตัว ฮอดจ์สัน เป็นตัวเลือกลำดับสุดท้ายในโผที่ผมอยากจะเห็นในตำแหน่งผู้จัดการทีม
การกลับมาของ “คิง เคนนี่” คือสิ่งที่ผมอยากเห็น กับอารมณ์“โรแมนติก” แบบ “คลาสสิค” กับวีรบุรุษในวันวาน คนที่พาทีมประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นคนสุดท้าย ได้หวนกลับมาแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดไปในอดีต
รองลงไปคือ มานูเอล เปเญกรินี่ ที่ผมชื่นชมฝีมือเป็นการส่วนตัวมายาวนานตั้งแต่สมัยคุมทีม บีญาร์เรอัล ต่อด้วย แฟรงค์ ไรจ์การ์ด และ มาร์ติน โอนีล
ความสุขุมนุ่มลึกของ ฮอดจ์สัน ไม่ใช่สิ่งที่ผม “เชื่อ” ว่าจะเป็นคำตอบสำหรับลิเวอร์พูล ในยามนี้
อย่างไรก็ดีชีวิตมันไม่ได้มีแค่เรื่อง “โรแมนติก”
บางครั้งเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องหันมาเผชิญหน้ากับความ “ความจริง”
รอย [...]
เป็นอันสรุปว่าเราได้ 8 อรหันต์ที่ผ่านเข้ามาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลโลก 2010 ครบทุกทีมแล้วนะครับ
มองจากรายชื่อและผลงานที่ผ่านมาในรายการแล้วก็ต้องยอมรับว่า “เหมาะสม” ทุกทีมครับ
ไม่มีทีมไหนที่ชวนส่ายหัวร้อง “ยี้” แต่อย่างใด
โดยส่วนตัว ถึงจะเป็นฟุตบอลโลกที่ดูเหมือนจะไม่ดีเท่าไหร่ในภาพรวมของการแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความพร้อมที่ขาดไปเล็กๆน้อยๆของเจ้าภาพ เรื่องของลูกฟุตบอลที่เหมือนจะเป็นปัญหาบั่นทอนคุณภาพของเกม รวมถึงพลังเสียงอันทรงพลังของ “วูวูเซล่า”
แต่ผ่านมาถึงตรงนี้ ผมคิดว่าเราได้ดูเกมที่สนุกและมีคุณภาพดีสมกับเป็นฟุตบอลโลกมาหลายนัดอยู่เหมือนกัน
มีน้อยครับที่จะไม่สนุก และเป็นเกมด้อยคุณภาพ
กับ 2 คู่สุดท้ายของรอบ 16 ทีม เกมระหว่าง ปารากวัย-ญี่ปุ่น ก็เป็นการต่อสู้ที่ดี อาจจะตึงเครียดและไม่ได้เอ็นเตอร์เทนนัก แต่รูปเกมก็ไม่ได้ถึงกับปิดสนิท มีจังหวะลุ้นหวาดเสียวให้หัวใจเต้นตูมตามกันบ้าง
สำคัญคือได้เห็น “พลังใจ” ของนักเตะญี่ปุ่น ที่ยืนหยัดต่อสู้อย่างกล้าหาญตลอดทั้ง 120 นาที
หัวจิตหัวใจของ ปารากวัย ก็ใช่ธรรมดาครับ บ่อยครั้งที่เรามักจะเห็น“ยักษ์ล้ม” เพราะเจอ “แจ็ค” ที่เก่งเกินตัว ซึ่งตลอด 120 นาทีในเกมที่ ลอฟตัส เวิร์สเฟลด์ ทีมจอมหนึบจากละตินอเมริกา ก็โดนท้าทายอยู่ตลอด [...]
เมื่อคืนดูบราซิล เล่นแล้วนึกถึง 18 อรหันต์มนุษย์ทองคำในวัดเส้าหลินชอบกลครับ
เก่ง แกร่ง เก๋า สมบูรณ์จริงๆในเกมนี้
ด้วยความเคารพ ชิลี ภายใต้การชี้นำของ มาร์เซโล บิเอลซ่า แม้จะไม่ใช่ทีมเกรดเอที่อุดมไปด้วยซูเปอร์สตาร์ แต่พวกเขาก็เป็นทีมหนึ่งที่ทำผลงานได้น่าประทับใจในฟุตบอลโลกครั้งนี้
เกมรุกที่ลื่นไหล สีสันจากเทคนิค รูปแบบการเข้าทำที่หลากหลาย เป็นจุดเด่นของ ชิลี ในยุคนี้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งซูเปอร์สตาร์เหมือนในอดีตที่จะมี อีวาน ซาโมราโน่ หรือ “เอล มาทาดอร์”มาร์เซโล ซาลาส
กระนั้นเมื่อพวกเขาต้องมายืนอยู่ตรงหน้า “ลา เซเลเซา” เมื่อคืนนี้ ชิลี ทำอะไรไม่ได้มากไปกว่าการยอมรับความจริงว่าระดับฝีเท้านั้นมันแตกต่างกันเกินไป
เหมือนเด็กกับผู้ใหญ่เล่นฟุตบอลกัน
ในความเป็นจริง ใช่ว่า ชิลี จะไม่มีโอกาสในเกมครับ ตลอดทั้งเกมเด็กๆของ บิเอลซ่า หาจังหวะเข้าจู่โจมแนวรับของ บราซิล ได้เป็นพักๆ โดยเฉพาะช่วงท้ายเกมที่ยังคงเล่นอย่างเต็มที่ ไม่มีคำว่าถอดใจแม้สกอร์จะสะท้อนความเป็นจริงว่าพวกเขาไม่สามารถหลีกหนีความพ่ายแพ้ได้แล้วก็ตาม
ตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องชื่นชมหัวจิตหัวใจของชิลี ที่สามารถจะกลับบ้านเกิดไปได้โดยสามารถจ้องตากับแฟนๆที่ให้กำลังใจอยู่ในประเทศได้
บิเอลซ่า ยอดฝีมือชาวอาร์เจนไตน์ ยอมรับว่าบราซิล เก่งและแกร่งเกินไปสำหรับทีมพวกเขา
ครับ - [...]
Friday, July 9, 2010
2 Comments