Exclusive interview! สตีวี่-จี : ขวัญใจของผมคือซีดาน
Thu, Feb 25, 2010


ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากเอ่ยชื่อของ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ขึ้นมาเมื่อใด ก็จะมีเสียงชื่นชมในความสามารถอันเอกอุของกัปตันทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ตามมาเมื่อนั้นทันที เนื่องจากเป็นที่ยอมรับกันในโลกฟุตบอลว่ากองกลางไดนาโมรายนี้ถือเป็น “ที่สุด”คนหนึ่งของวงการ
ความเก่งกาจของเจอร์ราร์ด นั้นครอบคลุมทุกด้านไม่ว่าจะเป็นพละกำลังล้นเหลือ การเข้าเสียบสกัดที่หนักหน่วง ความสามารถในการอ่านเกม การจ่ายบอล Killer Pass ที่คมกริบ หรือการยิงประตูที่ดุดัน เรียกว่าเก่งครบทุกด้านจริงๆ
อาจถึงขั้นเป็นต้นแบบของ All-Round Footballer ที่เก่งที่สุดคนหนึ่งตลอดกาลเลยก็ว่าได้
อย่างไรก็ดีเจอร์ราร์ด ยังไม่ได้รับการยอมรับในระดับสูงสุดและยังคงสถานะแค่ “ราชาไร้มงกุฎ”อยู่เนื่องจากถึงจะประสบความสำเร็จมามากมายไม่ว่าจะเป็น เอฟเอ คัพ,ลีก คัพ,ยูฟ่า คัพ หรือ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แต่ “กัปตันแฟนตาสติก”ที่เหล่า “เดอะ ค็อป”ขนานนามให้ก็ยังคงขาดความสำเร็จในระดับที่สูงกว่านั้นคือ พรีเมียร์ลีก และในระดับทีมชาติที่ยังไม่เคยได้สัมผัสเลย
ด้วยเหตุนี้ทำให้ฟุตบอลโลก 2010 ที่ เจอร์ราร์ด มีโอกาสแอบลุ้นว่าจะได้ยึดปลอกแขนกัปตันทีมถาวรและชูถ้วยฟุตบอลโลกแทน ริโอ เฟอร์ดินานด์ ที่มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนอยู่ กลายเป็นเป้าหมายที่ดาวเตะวัย 29 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ดีที่สุดของนักฟุตบอลแอบหวังเอาไว้
วันนี้เราไปพูดคุยกับเขาดูกันดีกว่าครับ
ขอต้อนรับ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด กัปตัน “สิงโตคำราม”อย่างไม่เป็นทางการคนนี้
สวัสดี สตีวี่ ขอย้อนกลับไปที่ฟุตบอลโลก 2006 ก่อนเลย ครั้งนั้นคุณพลาดในการดวลจุดโทษและทำให้ อังกฤษ ต้องแพ้ต่อ โปรตุเกส ที่เยอรมัน คุณได้เรียนรู้อะไรจากประสบการณ์ครั้งนั้นบ้าง?
SG: ผมคิดว่าจากการที่พลาดจุดโทษครั้งนั้น ผมก็คงจะใจเย็นๆค่อยๆจัดระเบียบท่าทางให้ดีขึ้นในครั้งหน้าและใช้เวลาทำสมาธิมากกว่าเดิมอีกหน่อย ผมเองก็พยายามมากขึ้นเล็กน้อยในการซ้อมเพื่อให้มั่นใจได้ในสิ่งที่ผมกำลังจะทำ ในปี 2006 มันเกิดขึ้นรวดเร็วมาก และผมก้รู้สึกหลังจากที่ยิงจุดโทษลูกนั้นไปว่า ผมน่าจะใช้เวลาให้มากกว่านี้อีกหน่อย
ตอนนั้นคุณคิดอะไรอยู่ ในเวลาที่เอาบอลไปตั้งที่จุดโทษ?
ความกดดันตอนนั้นสูงมาก แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่เราต้องทำ เราต้องพยายามรับมือกับความกดดันให้ได้ ซึ่งผมทำไม่ได้ในปี 2006 ดังนั้นถ้าผมต้องอยู่ในสถานการณ์แบบนั้นอีกครั้ง ผมจะพยายามรับมือกับความกดดันให้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ยังไงมันก็เป็นเรื่องยาก มันไม่ใช่การซ้อมยิงจุดโทษธรรมดาๆ เราต้องแบกรับความรับผิดชอบที่สูงมาก เราว่าแฟนบอลที่รออยู่ที่บ้านกำลังจับตาดูอยู่ และเมื่อเราเหนื่อยล้า ความกดดันมันก็ยิ่งมากขึ้น นั่นทำให้เกิดความผิดพลาดขึ้น และนั่นก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผมเมื่อปี 2006
คุณบอกว่าคุณเหนื่อยตอนดวลจุดโทษ แล้วตอนช่วงต่อเวลาพิเศษล่ะ? ร่างกายและจิตใจของคุณเป็นยังไงบ้างในช่วงเวลาตรงนั้น?
มันเหนื่อยมาก เริ่มหมดแรง เราอยากจะให้เกมจบลง แต่เราก็ต้องพยายามต่อไปและรักษาสมาธิกับเกมให้ได้จนจบ ซึ่งมันยากมาก เพราะว่าในเกมระดับนี้มันเร็วมาก ดังนั้นหลังจบเกม 90 นาทีเราก็แทบจะหมดแรงแล้ว พอเข้าช่วงต่อเวลาพิเศษความผิดพลาดก็เลยเกิดขึ้น มันเป็นตอนที่ร่างกายและจิตใจอ่อนล้าเต็มที เราได้เห็นทีมเล่นพลาด เกมในสนามก็ช้าลงมาก ซึ่งแน่นอนว่าทั้งสองทีมก็ไม่อยากจะแพ้ในเกมนี้ ดังนั้นทุกคนก็เริ่มจะไม่ไหวแล้ว
ในฟุตบอลโลก 2010 อะไรคือไฮไลท์สำหรับรอบคัดเลือก?
ผมไม่คิดถึงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่ถ้าจะให้คิดถึงภาพรวมแล้ว เราทำผลงานได้สม่ำเสมอมาก เราเป็นทีมที่แพ้ยากและเราก็เล่นได้ดีมากในหลายๆนัด แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการที่เราพยายามที่จะทำให้ดีขึ้นก่อนฟุตบอลโลกจะมาถึงจริงๆ เรามีอะไรต้องทำอีกมาก
คุณคิดว่าฟาบิโอ คาเปลโล่ จะรับมือกับฟุตบอลโลกครั้งแรกของเขายังไง?
เขาเติมเต็มเกมที่มีคุณภาพเข้ามาให้กับทีมของเรา เขาเป็นแชมเปี้ยน มีประสบการณ์มากมายที่น่าเหลือเชื่อและเขาก็ประสบความสำเร็จมานับไม่ถ้วน เขาถ่ายทอดหัวใจของผู้ชนะมาสู่ทีมของเรา ดังนั้นหวังว่่ามันจะช่วยให้เรายืนหยัดอยู่ได้ในทัวร์นาเมนต์นี้
หน้าที่รับผิดชอบของคุณในทีมคืออะไร? ฟาบิโอ คาเปลโล่ ต้องการอะไรจากคุณ?
เจ้านายอยากให้ผมเล่นอย่างมีอิสระ ปลดปล่อยตัวผมเอง มันเริ่มจากทางซ้าย แต่เขาก็ไม่ได้ให้ผมหยุดอยู่ที่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง เขาอยากให้ผมเคลื่อนที่ไปรอบๆและสร้างปัญหาให้กับคู่ต่อสู้ด้วยการเจาะไปในพื้นที่ที่พวกเขาไม่อยากจะให้ผมไปอยู่
คุณเป็นกัปตันทีมที่ ลิเวอร์พูล แต่เป็นรองกัปตันในทีมชาติอังกฤษ อะไรคือความแตกต่างกันระหว่างการเป็นกัปตันกับไม่ได้เป็นกัปตัน? ความกดดันมันน้อยกว่าหรือเปล่า?
ก็ไม่เชิง ความจริงมันก็เหมือนกันนะ เวลาที่เล่นให้ทีมชาติอังกฤษ ผมไม่ได้เป็นกัปตัน แต่ผมก็ยังคงทำทุกอย่างเหมือนว่าผมเป็นกปัตันทีมและผมก็พยายามที่จะนำคนอื่นเสมอ ผมพยายามช่วยเพื่อนและทำในสิ่งที่ควรทำ แม้ว่าการได้เป็นกัปตันจะสวยงามและเป็นเกียรติสุงสุด แต่เราต้องพยายามเตรียมตัวสำหรับการลงเล่นให้เหมือนกันไม่ว่าจะมีปลอกแขนหรือไม่มีก็ตาม
คนอังกฤษ แอบลุ้นว่าทีมชุดนี้จะได้แชมป์บอลโลก มันเป็นความกดดันที่ตกลงมาใส่สองบ่าหรือเปล่า?
ในฐานะผู้เล่น เราก็ต้องรับมือกับความคาดหวังและความกดดันในการจะเล่นให้ทีมชาติอังกฤษอยู่แล้ว แฟนๆและสื่อมีความรู้สึกที่รุนแรงกับทีมชาติและมีีความคาดหวังที่สูบงมาก มันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราในฐานะนักเตะจะต้องพยายามรับมือกับมันให้ดีที่สุด
มีบางคนบอกว่ากลุ่มของอังกฤษในแอฟริกาใต้ง่ายกว่ากลุ่มอื่นๆ คุณคิดว่าไง?
เราพอใจกับผลการจับสลากและเราก็มั่นใจว่าเราจะสามารถผ่านรอบแบ่งกลุ่มได้ แต่ว่าในเวลาเดียวกันเราก็ต้องให้ความเคารพทีมอื่นด้วย ทุกทีมทำได้ดีมากในการมาถึงบอลโลกและอีก 3 ทีมที่เหลือในกลุ่มเดียวกับเรา (แอลจีเรีย, สโลวีเนีย และสหรัฐฯ) ต่างก็ต้องการที่จะเอาชนะอังกฤษให้ได้ เรรู้ว่าพวกเขาต้องเล่นสุดชีวิต ดังนั้นเราเองก็ต้องพยายามเหมือนกันให้มั่นใจได้ว่าเราจะชนะแน่
ในเกมที่เจอกับ สหรัฐฯ คุณจะได้เจอกับนักเตะหลายๆคนที่เล่นในพรีเมียร์ลีก อย่างเช่น โจซี่ อัลติดอร์ ของฮัลล์ซิตี้ คุณมองเขายังไงบ้างและจะรับมือกับเขายังไง?
เขาเป็นกองหน้าที่รูปร่างใหญ่และแข็งแรงมาก เขาชอบที่จะวิ่งฉีกแนวรับและสร้างปัญหาให้กับกองหลังได้มกาด้วยความแข็งแกร่งและส่วนสูงของเขา ดังนั้นกองหลังของอังกฤษ ก็ต้องพยายามเล่นให้ดีเพื่อหยุดเขาให้อยู่ เรามีกองหลังเก่งๆ แต่เราก็ต้องพยายามประกบเขาไม่ให้กระดิกเพราะถ้าให้เวลาและพื้นที่ เขาจะสร้างปัญหาให้เราแน่
มองย้อนกลับไปในฟุตบอลโลกครั้งก่อนๆ มีนักเตะคนไหนที่คุณอยากจะเจอบ้างในตอนเด็กๆ และใครบ้างที่เป็นขวัญใจของคุณ?
ขวัญใจตลอดกาลของผมก็คือ ซีเนอดีน ซีดาน แค่ได้เห็นเขาเล่น ได้เห็นการเคลื่อนที่ของเขา ได้เห็นการคอนโทรลบอลของเขา การจ่ายบอลของเขา มันก็ถือเป็นเกียรติสูงสุดแล้ว และมันก็มีอะไรมากมายที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากชายคนนี้ เขาคืออัจฉริยะเมื่ออยู่กับลุกบอล ส่วนของอังกฤษ ผมชอบ แก๊ซซ่า (พอล แกสคอยน์) ผมชอบดูนักเตะพรสวรรค์ที่มีทักษะสูงส่งอย่าง และแก๊ซซ่า ก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่มีทักษะสูงที่สุดของอังกฤษเท่าที่เคยมีมา ดังนั้นผมขอเลือกสองคนนี้
พอล แกสคอยน์ ได้เล่นฟุตบอลโลกที่อิตาลีในปี 1990 เคียงข้างกับ แกรี่ ลีนิเกอร์ ที่ได้รางวัลรองเท้าทองคำจากผลงาน 6 ประตูในเม็กซิโก 1986 คุณมองเขาในฐานะนักเตะและวิเคราะห์สไตล์การเล่นของเขายังไง
สไตล์การเล่นของเขาไม่มีอะไรมากกว่าการทำประตู เขาจะอยู่ที่ถูกถูกเวลาเสมอ อยู่ใกล้กับประตูและยิงได้มากในเขตโทษ สำหรับผม แกรี่ ลีนิเกอร์ คือตำนาน ผมเติบโตด้วยการเฝ้าดูเขามาและผมก็ชอบเวลาที่เขาจบสกอร์ในปี 1986 และ 1990 สำหรับคนคนนี้เราต้องถอดหมวกแล้วโค้งให้เพราะการยิงประตูมันเป็นเรื่องที่ยากที่สุดในเกมฟุตบอล และเขาก็มีสัญชาติญาณที่ดีมากๆในการจะอยู่ถูกที่ถูกเวลา
Tags: ซีเนอดีน ซีดาน, ทีมชาติอังกฤษ, สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด, ีลิเวอร์พูล

เอาใจช่วย สตีวี่จี ของเราให้ได้มงกุฏ ครับ จะได้เติมเต็มคำว่าตำนานให้กับสโมสร