A A
RSS

friday and a Koppuccino : การปฏิวัติสีแดง (The Red Knights and ShareLiverpoolFC)

Sun, Mar 7, 2010

friday & a KOPpuccino

friday_kop_logo

“อัศวินสีแดง” หรือ “อัศวินแดง”​เป็นชื่อที่พูดกันติดปากในวงนักข่าวและวงสนทนาของแฟนฟุตบอลเมืองผู้ดีกันในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาครับ

มากบ้างน้อยบ้างก็ย่อมมีความเห็นต่อข่าวที่ถูกสื่อโหมกระพือขึ้นมาจนกลายเป็น talk of the town

แน่นอนครับว่ากลุ่มนี้ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับ เสธ.แดง หรือกลุ่มคนเสื้อแดง ที่กำลังจะทำการชุมนุมทางการเมืองครั้งใหญ่ในช่วงสัปดาห์หน้าที่มีเป้าหมายสูงสุดอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของไทย

แต่กลุ่มอัศวินสีแดง ที่เรียกเป็นภาษาฝรั่งเท่ๆว่า The Red Knights ก็มีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

ต่างกันตรงที่เป็นแค่การเปลี่ยนแปลงในสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เท่านั้น

และอาจจะต่างอีกก็ตรงที่แนวทางการต่อสู้นั้นเป็นไปตามครรลองคลองธรรม ไม่มีการเล่นนอกกฏกติกากันแต่อย่างใด

อย่างว่าครับ ขึ้นชื่อว่าเป็น “อัศวิน” เหนือกว่าชีวิตแล้วก็คือศักดิ์ศรีและความสง่างามนั่นเอง

กลุ่มอัศวินสีแดงนี้มีผู้นำคือ คีธ แฮร์ริส ประธานธนาคารเพื่อการลงทุน ซีย์มัวร์ เพียร์ซ ซึ่งถ้าเป็นคนที่เกาะติดข่าววงการฟุตบอลอังกฤษ อย่างใกล้ชิดก็ย่อมที่จะ “สะดุด”​อยู่บ้างว่าคลับคล้ายคลับคลาเหมือนจะเคยได้ยินชื่อนี้จากที่ไหน

ไม่ใช่เรื่องแปลกครับ เพราะ แฮร์ริส เข้ามา “หากิน” ในวงการฟุตบอลอังกฤษได้ระยะหนึ่งแล้ว ในฐานะของทั้ง “ที่ปรึกษา”​และ “คนช่วยเจรจา” ในการเทคโอเวอร์สโมสรฟุตบอลหลายๆแห่ง (เวสต์แฮม, แอสตัน วิลล่า และแมนเชสเตอร์​ซิตี้ - ในยุค พตท.ทักษิณ เข้ามาเทคโอเวอร์)

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หากจะมีใครสักคนที่ออกมายืนอยู่หัวขบวน เป็นผู้นำของเหล่าอัศวินกลุ่มนี้ก็ควรจะเป็นคนที่มี Profile ดีและดังที่สุดของกลุ่มอย่าง แฮร์ริส

อีกคนที่มีความสำคัญในระดับใกล้เคียงกัน ถึงขั้นที่ Telegraph.co.uk ทำสกู๊ปแนะนำตัวเป็นกรณีพิเศษก็คือ จิม โอนีล หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจของ The Goldman Sachs ที่เกิดและเติบโตในเมืองแมนเชสเตอร์ และฝากหัวใจสีแดงของเขาไว้ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด มาตั้งแต่เกิด

โอนีล มีความโดดเด่นในเรื่องของการเป็นนักวิเคราะห์ที่เก่งกาจในเรื่องวงการเศรษฐกิจระดับโลก ซึ่งถือเป็นอีกคนที่มีเครดิตน่าเชื่อถืออย่างมาก และยังเคยเป็นที่ปรึกษาทางการลงทุนของแมนฯ​ยูไนเต็ด ในช่วงก่อนที่ตระกูลเกลเซอร์จะเข้ามาเทคโอเวอร์ในปี 2005

ยังมีคนอื่นๆที่มีความน่าสนใจในกลุ่มนี้อีกครับ แต่ไม่จำเป็นต้องรู้จักทั้งหมดก็ได้

เพราะสิ่งที่เหล่าอัศวินสีแดงอยากให้โลกจดจำก็คือพวกเขาเป็นกลุ่ม “นักลงทุน” ที่มี “ศักยภาพ” และเป็น “แฟนบอลพันธุ์แท้” ของแมนฯ​ยูไนเต็ด

จะเรียกว่านี่คือ “ดรีมทีม” ที่จะกอบกู้สโมสรกลับคืนมาจากเงื้อมมือของนักธุรกิจกีฬาชาวสหรัฐฯ ที่กำลังจะเริ่มทำให้สโมสรป่นปี้ก็เป็นได้ครับ

แต่สิ่งนึงที่ควรตระหนักกันก็คือ “ความฝัน”​กับ “ความจริง”​มันคนละเรื่องเดียวกันครับ

ปัญหาของแมนฯ​ยูไนเต็ด ในเวลานี้นั้นคล้ายกับที่คู่ปรับตลอดกาลอย่าง “หงส์แดง”​ลิเวอร์พูล ประสบปัญหาอยู่ใน 2-3 ปีที่ผ่านมา

นั่นคือตัวเลขหนี้สินของสโมสรนั้นสูงเกินกำลังที่จะสามารถควบคุมได้โดยที่ไม่กระทบกระเทือนต่อการดำเนินการของสโมสร

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทีมที่มี “กำลัง”​น้อยกว่าชัดเจนอย่าง ลิเวอร์พูล นั้นอาการหนักถึงขั้นที่ต้องพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะรักษาสโมสรให้มีชีวิตรอดต่อไปได้โดยที่ไม่ “ยุบ”​หรือ “ยวบ” มากจนเกินจะรักษาสถานะความมั่นคงของทีมได้

ทุกวันนี้ ราฟา เบนิเตซ ต้องทำงานในรูปแบบใหม่ที่ยากกว่าเก่าหลายเท่านัก เนื่องจากบัญชีในส่วนของการบริหารจัดการทีม ที่มีทั้งการจ่ายค่าตัวผู้เล่น การจ่ายค่าเหนื่อยผู้เล่น-สตาฟฟ์ แม้แต่กระทั่งการเซ็นสัญญาของผู้เล่นในทีมต่างถูกจับรวมเอาไว้เป็นบัญชีเดียวกันหมด

นั่นทำให้ ราฟา แทบไม่เหลืองบประมาณในการทำทีมเลยแม้แต่น้อย การจะใช้จ่ายอะไรจำเป็นต้องคิดทบทวนหลายตลบ น่าจะถึงขั้นนอนตีลังกาคิดด้วยซ้ำไปว่าจะคุ้มค่าต่อการลงทุนหรือไม่

ไม่น่าแปลกใจครับที่แฟนบอลเหล่าค็อปไพท์ จะเกิดอาการต่อต้านมาต่อเนื่อง และตอนนี้อาการก็เข้าขั้นรุนแรงถึงขั้นที่มีโปสเตอร์แปะไปตามถนนสายหลักๆทั่วเมือง เพื่อประจานสองประธานสโมสรจอมลวงโลก ทอม​ฮิคส์ และ จอร์จ จิลเล็ตต์ จูเนียร์

เวลานี้อาการเดียวกันก็กำลังแพร่ระบาดไปที่แฟนเรดอาร์มี่ของแมนฯ ยูไนเต็ดด้วย โดยการประท้วงเพื่อต่อต้านตระกูลเกลเซอร์มีอย่างต่อเนื่องเช่นกัน และความเข้มข้นก็งวดขึ้นทุกครั้ง โดยล่าสุดมีการรวมตัวกันใส่เสื้อสีเหลือง-เขียว อันเป็นสีของเสื้อทีม นิวตัน ฮีธ ซึ่งก็คือชื่อเก่าแก่ในช่วงการก่อตั้งแมนฯ  ยูไนเต็ด นั่นเอง

ก่อนที่จะมีการเปิดตัวกลุ่มอัศวินสีแดงจนเป็นข่าวใหญ่โตในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเหตุและผลของการก่อตั้งกลุ่มดังกล่าวอยู่ที่เรื่องจำนวนหนี้สินมหาศาลกว่า 700 ล้านปอนด์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด และแนวทางของสโมสรในการพยายามปลดหนี้ด้วยการออกพันธบัตรมูลค่ากว่า 500 ล้านปอนด์

ไอเดียของกลุ่มอัศวินสีแดงก็คือการที่จะหาคนมา​“ลงขัน” กันคนละ 20 ล้านปอนด์ให้ได้ 40 คน ก็จะได้เงินมากว่า 800 ล้านปอนด์แล้ว

ที่เหลือก็จะเป็นการหากู้ยืมเงินจากแหล่งเงินกู้โดยจะให้มีดอกเบี้ยต่ำที่สุดเพื่อที่จะไม่ให้กระเทือนต่อสโมสรเหมือนกรณีที่เกลเซอร์ทำ

เรื่องนี้ฟังแนวคิดแล้วก็ดูดีครับ แต่ในทางปฏิบัตินั้นเป็นไปได้ยากมาก

ลำพังเรื่องของการระดมทุนให้ได้โดยจะหาคนที่เป็น “แฟนบอล”​และพร้อมจะลงทุนคนละ 20 ล้านปอนด์นั้นเป็นเรื่องที่ลำบากมากอยู่แล้ว (หรือต่อให้หาคนที่ไม่ต้องเป็นแฟนบอลก็ได้)

แต่ที่ยากกว่าคือการหาวิถีทางที่จะเอาชนะเกลเซอร์ ให้ได้

นี่คือสิ่งที่ยากที่สุดครับ เพราะตราบใดที่เกลเซอร์ ยังคงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในหุ้นทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ ต่อให้กลุ่มอัศวินแดงยื่นข้อเสนอมา 1,000 ล้านปอนด์ หรือจะยื่นข้อเสนอมาด้วยเงินจำนวนเท่าใด ถ้าพวกเขาไม่คิดจะปล่อยหุ้นออกไป ทำอย่างไรก็ไม่มีทางขับไล่ได้ผลครับ

ยังไม่นับเรื่องของการบริหารจัดการสโมสรในกรณีที่เทคโอเวอร์ได้ ใครจะได้เป็นประธานใครจะได้เป็นบอร์ด จะมีการลงคะแนนกันอย่างไร มันเป็นเรื่องที่จำเป็นต้องคิดล่วงหน้าทั้งสิ้น ซึ่งเรื่องนี้ก็ถูก เดวิด กิลล์​ซีอีโอสโมสรทักท้วงกลับมาด้วยเช่นกัน

และนั่นก็คือ “ความจริง” ที่โหดร้ายของโลกฟุตบอลเวลานี้ที่อยู่ในยุคของธุรกิจลูกหนังเต็มรูปแบบ ที่บางครั้ง “รัก” อย่างเดียวมันไม่ช่วยอะไร

สำหรับกรณีของแมนฯ ยูไนเต็ด และอัศวินสีแดงนั้น เรื่องราวเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้น ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาครับที่มันย่อมฟังดูน่าตื่นเต้นเป็นธรรมดา

แต่นิทานเรื่องนี้ยังต้องเล่ากันอีกยาว มีอีกหลายช็อต หลายตอน​โดยที่ไม่รู้ว่าบทสรุปจะจบลงด้วยรอยยิ้มของเหล่าอัศวินและสาวกผีแดงหรือไม่

ไม่ต่างอะไรจากกรณีของ ShareLiverpoolFC ที่เริ่มต้นด้วยความสวยงามและสวยสด

SLFC ก่อตั้งในปี 2008 โดยโรแกน เทย์เลอร์ นักเศรษฐศาสตร์ที่มีเครดิตดีในอังกฤษ ที่เปิดเผยแนวคิดของการระดมทุนเพื่อหาทางซื้อหุ้นสโมสรกลับคืนจาก ฮิคส์ และจิลเล็ตต์ ให้ได้ โดยหวังจะระดมทุนจากแฟนบอลจำนวน 100,000 คน ที่จะลงขันกันคนละ 5,000 ปอนด์ เพื่อที่จะให้ได้เงิน 500 ล้านปอนด์สำหรับการเทคโอเวอร์

ถ้าทำได้จริง ลิเวอร์พูล จะกลายเป็นสโมสรที่จะมีแฟนบอลเป็นผู้กำหนดนโยบายและทิศทางของทีมอย่างชัดเจน ในรูปแบบของระบบ “สมาชิก” ที่ผู้ถือหุ้นทุกคนจะสามารถโหวตความเห็นได้ในทุกเรื่องทุกประเด็น รวมถึงการลงคะแนนเลือกตั้งประธานและบอร์ดบริหารสโมสรที่จะเป็นตัวแทนในการทำงาน แบบเดียวกับ 2 ยักษ์ใหญ่ของโลกอย่าง บาร์เซโลน่า และ เรอัล มาดริด

แต่วันนี้ นาทีนี้ เข็มนาฬิกานี้ SLFC ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน แม้จะมีการระดมทุนมาได้จำนวนหนึ่งแล้วแต่ยังน้อยกว่าที่คาดหวังมาก ซึ่งแม้แถลงการณ์ล่าสุดในเว็บไซต์ shareliverpoolfc.com จะมีการระบุถึงแนวโน้มและความเป็นไปได้ที่จะเข้าไปซื้อหุ้นจำนวนหนึ่งของสโมสร และมีการเปลี่ยนนโยบายโดยลดค่าหุ้นจาก 5,000 ปอนด์เหลือแค่ 500 ปอนด์เพื่อขยายฐานและง่ายต่อการระดมทุน แต่ความเป็นไปได้นั้นก็ยังน้อยอยู่มาก

เรื่องจะเทคโอเวอร์นั้นลืมได้เลย และแค่คิดจะเข้าไปซื้อหุ้นก็เป็นเรื่องที่ยากแล้ว

ปัญหาที่แท้จริงของลิเวอร์พูล ก็ไม่ต่างจากแมนฯ ยูไนเต็ด นั่นคือเจ้าของสโมสรนั้นมีสิทธิ์เต็มในการตอบรับหรือปฏิเสธข้อเสนอที่จะเข้ามา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ประธานสโมสรมีถึง 2 คน และทั้งคู่ต่างก็มีสิทธิ์เท่าเทียมกัน และยังมีสิทธิ์ในการโหวตคัดค้าน (Veto) การขายหุ้นของอีกฝ่ายได้ด้วย

การจะขายหุ้นของลิเวอร์พูล จึงประสบปัญหามาโดยตลอดเป็นน้ำวนในอ่างไปไหนไม่ได้ เพราะถึงจะมีคนคิดจะขาย (ส่วนใหญ่จะเป็น จิลเล็ตต์) แต่ก็จะโดนขวางตลอด

แต่ก็ใช่ตัวเองจะมีกำลังเงินทุน ทั้งสองประสบปัญหาขาดทุนมโหฬารจากภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลก ไหนจะกู้เงินมาด้วยดอกเบี้ยที่สูงลิบ พร้อมเงื่อนไขที่พาตัวเองและสโมสรต้องตกเป็นเบี้ยล่างของธนาคารเจ้าของเงินกู้ด้วย

เรื่องนี้ต้องบอกว่าเป็น “เวร”​เป็น “กรรม” ของอดีตทีมหมายเลขหนึ่งของยุโรปโดยแท้ ที่ต้องตกอยู่ในภาวะเช่นนี้

นิทานเรื่อง “แชร์หงส์” กับ “อัศวินสีแดง”​นี้จึงดูแล้วไม่ต่างอะไรจากความพยายามในการขับกล่อมนิทานของแม่ให้ลูกน้อยได้หลับฝันดียามค่ำคืน

เพื่อจะได้ลืมคิดถึงความจริงที่โหดร้ายเมื่อต้องลืมตาตื่นอีกครั้ง

บอกกันตรงนี้ได้เลยครับว่าอนาคตของทั้ง ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ยูไนเต็ด ยังต้องลำบากกันอีกนาน โดยเฉพาะฝ่ายแรกที่ยังมองไม่ค่อยเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงก์เลย

ก่อนนี้ คริสเตียน เพิร์สโลว กรรมการบริหารสโมสรออกมาพูดเรื่องของเป้าหมายในการหาผู้มาซื้อหุ้นให้ได้ 100 ล้านปอนด์ ซึ่งความจริงแล้วเป็นจำนวนเงินที่ทางด้านธนาคารเจ้าหนี้อย่าง RBS (Royal Bank of Scotland) และ วาโคเวีย​(Wachovia) กำหนดให้ ฮิคส์-จิลเล็ตต์ หามาให้ได้เพื่อเป็นเงื่อนไขในการเจรจาปรับโครงสร้างหนี้รอบต่อไปที่มีกำหนดในเดือน ก.ค. ที่จะถึงนี้

แต่จนถึงเวลานี้ฤดูกาลเหลืออีกเพียงแค่ 2 เดือน ก็ยังไม่มีความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม

ส่วนนึงผมเชื่อว่าเป็นเพราะความ “เรื่องมาก” และ “โลภมาก”​ของทั้ง ฮิคส์-จิลเล็ตต์ ที่กำหนดเงื่อนไขมากมายในการเข้ามาลงทุน ซึ่งทำให้นักลงทุนที่เข้ามาเจรจาค่อยๆถอยกลับกัน

ที่ผ่านมามีนักลงทุนเข้ามาเจรจาไม่น้อยครับ เพราะด้วยชื่อเสียง บารมี และศักยภาพของ ลิเวอร์พูลแล้ว ยังถือเป็นสินค้าเกรดพรีเมียมในตลาดโลก ที่ใครต่างก็หมายปองครับ

เพียงแต่ตามประสานักลงทุนแล้ว ถ้าต้องควักเงินมหาศาลเป็นใครก็อยากจะได้เงินกลับมาเต็มเม็ดเต็มหน่วย อยากจะได้สิทธิ์ในการบริหารเต็มที่ทั้งนั้น ตรงนี้เป็นจุดที่ขัดกับ ฮิคส์และจิลเล็ตต์ ที่ยังต้องการมีอำนาจต่อรองที่เหนือกว่าหุ้นส่วนใหม่

ดังนั้นการที่ เพิร์สโลว - ซึ่งในความเป็นจริงแล้วก็ไม่ต่างอะไรจาก คีธ แฮร์ริส โดยเป็นแฟนพันธุ์แท้ของลิเวอร์พูล เช่นกัน และเข้ามารับภาระตรงนี้ต่อจาก ริค แพร์รี่ ก็เพื่อช่วยกอบกู้สโมสรตัวเอง - จะหาคนเข้ามาช่วยนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

และยิ่งเวลางวดเข้าไปมันก็จะยิ่งยากขึ้นเรื่อยๆ

ว่ากันว่าอนาคตของลิเวอร์พูล นั้นจะอยู่รอดหรือไม่ก็อยู่ที่ปัจจัย 2 อย่างครับ

หนึ่งคือเงินลงทุนก้อนนี้ ที่หากได้มาก็จะสามารถขับเคลื่อนสโมสรไปได้ในระดับนึง และเป็นบันไดขั้นแรกในแผนการที่เพิร์สโลววางเอาไว้ทั้งหมด 3 ขั้น

สองคือการรักษาโควต้าไปแชมเปี้ยนส์​ลีก ที่หากทำไม่ได้ การจะปล่อยซูเปอร์สตาร์อย่าง เฟร์นานโด ตอร์เรส หรือ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ออกไปนั้นเป็นเรื่องที่ “เป็นไปได้” ครับ

สำหรับ แมนฯ​ยูไนเต็ด ถึงจะมีตัวเลขหนี้สินมหาศาลกว่ามาก แต่ด้วยศักยภาพในการตลาด และการที่มีสนามความจุใหญ่กว่าเกือบ 2 เท่า ทำให้พวกเขายังสามารถประคับประคองตัวเองได้อย่างสบายๆ ทำให้ไม่ลำบากเท่าลิเวอร์พูลครับ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าในอนาคตจะไม่มีปัญหาอะไรเลย

ปัญหานั้นมีแน่ครับ และมันก็น่าจะยิ่งใหญ่เกินกว่าแค่เหล่าอัศวินสีแดงเท่านั้นที่จะช่วยกอบกู้ทีมได้

สิ่งที่แฟนบอลอย่างเราๆทำได้ก็เพียงแค่อดทน ภาวนา และรอคอย

หวังว่าจะมีอะไรดีๆเกิดขึ้นบ้าง - ก็เท่านั้นครับ

Tags: ,

2 Responses to “friday and a Koppuccino : การปฏิวัติสีแดง (The Red Knights and ShareLiverpoolFC)”

  1. pizza_peach says:

    อ่านจบแล้วรู้สึกหดหู่จริงๆ ^ ^”

  2. getkop says:

    บางครั้งก็อยากให้ทีมมันตกต่ำไปจริงๆ นะ
    มูลค่าทีมมันจะได้ตกลงไป ถึงเวลานั้นอเมริกันสองคนจะหากำไรก็ยากล่ะ

    SLFC ก็รวมหัวกันตั้งสโมสรใหม่เลยเป็นงัย จะตามไปเชียร์ครับ

Leave a Reply

Latest Flickr photos

Categories

Archives

สมัครสมาชิก/Log in-Log out