A A
RSS

friday and a KOPpuccino : At the Beginning

Sat, Aug 7, 2010

friday & a KOPpuccino

fridaykop2010_2

จะเริ่มต้นอย่างไรดีนะครับ?

ใช่ - มันเป็นปัญหาเดิมๆเหมือนทุกครั้งครับที่พอผมจะกลับมาเขียน friday and a KOPpuccino ก็มักจะเกิดอาการ (ตื้น) ตันที่จะได้กลับมาเขียนอะไรแบบนี้อีกครั้ง

ทั้งๆที่ความจริงแล้วงานเขียนเป็นสิ่งที่ผมถนัดที่สุด และเรื่องราวของ ลิเวอร์พูล ก็เป็นเรื่องที่ผมถนัดและช่ำชองที่สุด ถึงจะไม่ใช่ระดับแฟนพันธุ์แท้ แต่ในเชิงการข่าว การวิเคราะห์ เรื่องในรั้วแอนฟิลด์ผมคิดว่าไม่ได้ถึงเป็นรองมือกระบี่ที่ไหนมากนัก

แต่อย่างว่าครับ บางทีรู้มากไปก็สับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก

เกิดอาการธาตุไฟแตกทางการเขียนเสียอย่างนั้น : )

ไม่เป็นไรครับ โดยปกติในการเขียนแต่ละครั้ง ผมจะกำหนด “คำสำคัญ”​(พูดแบบเท่ๆว่า Keyword) เอาไว้เพื่อใช้กำหนด “ทิศทาง” ของบทความในการเขียนครั้งนั้นๆ (เป็นเคล็ดไม่ลับ น้องๆคนไหนอยากหัดเขียนก็เอาไปลองปรับใช้นะครับ)

คำสำคัญที่ผมตั้งใจเอาไว้สำหรับวันนี้ คือคำว่า “จุดเริ่มต้น”

ดังนั้นวันนี้ผมจะเขียนไปเรื่อยๆนะครับ โดยจะอิงจากคำสำคัญที่กำหนดไว้เป็น “ดาวเหนือ” เพื่อไม่ให้เขียนหลงประเด็น เป็น “ดาวหาง”​พุ่งไปไหนไม่รู้

ไปครับ - ไปสู่ “จุดเริ่มต้น” ด้วยกัน

เอ่อ…เพื่อความเข้ากันดี ขออนุญาตแนะนำให้ฟังเพลง At the Beginning ประกอบไปด้วยนะครับ :)

(ถ้ามันจะกลายเป็น “จุดเริ่มตัน” เมื่อไหร่ ประเดี๋ยวผมก็คงใช้วิชามารตบๆกลับมาให้​“แลนดิ้ง”​ได้อย่างปลอดภัยเอง ไม่ต้องห่วงครับ ฮ่าๆ)

จุดเริ่มต้นกับผู้วิเศษแห่งครอยดอน

ครับ - เราทราบกันมาได้เดือนเศษแล้วว่า ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้ ผู้กุม “กุญแจแห่งโชคชะตา” ของสโมสร ลิเวอร์พูล อดีตมหาอำนาจลูกหนัง ได้ถูกเปลี่ยนมือจาก ราฟา เบนิเตซ มาสู่ “ผู้วิเศษแห่งครอยดอน” รอย ฮอดจ์สัน ได้สักระยะแล้ว

มากบ้างน้อยบ้าง ผมก็เชื่อว่าทุกคนน่าจะยังให้การสนับสนุนกุนซือมาดสุขุมคนนี้

โดยส่วนตัวเอง แม้จะ “ไม่เห็นชอบ” แต่ก็ไม่ได้แปลว่า “ไม่เห็นด้วย”

อย่างน้อยที่สุดความสุขุมคัมภีรภาพของคนที่ผ่านงานการคุมทีมมากว่า 35 ฤดูหนาว ก็ช่วยลดเพลิงพิโรธในหัวอกของเหล่า “ค็อปไอท์”​ทั่วโลกได้ชะงัดนัก

สิ่งเหล่านี้สังเกตได้จากการที่ทีมยังไม่ชนะใครเลยในเกมการอุ่นเครื่องอย่างเป็นทางการ แต่ก็ไม่มีเสียงตำหนิติฉินดังระงม เสียงแห่งความกังวลยังไม่ค่อยดังขึ้นมากนัก ทั้งๆที่ตัว Uncle Roy เองก็ยอมรับว่ากังวลกับการเตรียมความพร้อมของทีมมากที่สุดในเวลานี้

นั่นแปลว่าอย่างน้อยที่สุด ฮอดจ์สัน ก็ “เอาอยู่” ตั้งแต่ “ยกแรก”​ซึ่งสำคัญอย่างมาก

ข้อเท็จจริงประการนึงคือ โดยธรรมชาติของกองเชียร์พันธุ์ The Kop ขึ้นชื่อว่าเป็นกองเชียร์ผู้รักสงบ (แต่ถึงรบไม่ขลาด) และพร้อมจะให้โอกาสทุกคนเสมอ ไม่ว่าจะดีจะชั่วขนาดไหนในความรู้สึกก็ตาม

ยิ่งในช่วงระยะเปลี่ยนผ่านเช่นนี้ มันคือช่วง “น้ำผึ้งพระจันทร์” ที่ไม่ว่าจะดีหรือไม่ดีอย่างไร กำลังใจจะยังส่งถึงกันเสมอ

แต่ข้อเท็จจริงอีกอย่างก็คือ รอย สามารถเอาชนะใจเดอะ ค็อป ได้ตั้งแต่แรกด้วยการไปคว้าตัว โจ โคล มาร่วมทีมแบบไม่มีใครคาดคิด

สำหรับคนอังกฤษ สำหรับแฟนบอลพรีเมียร์ลีก และในสายตาของสื่อเอง (รวมถึงผมด้วย)​โจ โคล เป็นนักเตะที่มีความ “ป๊อป”​ในตัวเองสูงมาก

ด้วยทักษะ ลีลา ไหวพริบ และความมุ่งมั่นทุ่มเท แม้จะไม่ใช่นักฟุตบอลที่ชาญฉลาด อ่านเกมเด็ดขาด และมีประโยชน์ต่อทีมที่สุด แต่ด้วยคุณสมบัติข้างต้นเหล่านั้นก็มากเกินพอที่ โคล จะเป็น “ที่รัก”​ของใครต่อใคร

ท่ามกลางซูเปอร์สตาร์มากมายในพรีเมียร์ลีก โคล น่าจะเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่แฟนๆพร้อมจะควักเงินเข้าสนามมาดูลีลามันๆของกองกลางที่ขึ้นชื่อว่าเปี่ยมพรสวรรค์ที่สุดคนหนึ่งของยุค

การได้ โคล มาเสริมทัพทำให้ลิเวอร์พูล ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ไม่ว่าจะล่องเหนือหรือล่องใต้ก็ตาม

หนึ่งคือได้นักเตะคุณภาพดีเข้ามาเสริมทีมโดยไม่ต้องเสียค่าตัวอะไรให้สิ้นเปลือง

อีกหนึ่งคือการได้ โคล มาเสริมทีมเป็นการสะท้อนให้เห็นถึง “แรงดึงดูด”​ของสโมสรว่ายังมีมากพอที่จะเรียกนักเตะสตาร์ดังได้อยู่

และอีกหนึ่งคือ โคล เป็นนักเตะอังกฤษ เพิ่มโควต้า Homegrown ให้กับทีม

ด้วยมนต์วิเศษ “สาลิกาลิ้นทอง” ที่​ฮอดจ์สัน กล่อมจนกองกลางที่ “เลือกมาก” อย่าง โคล ยอมตกลงปลงใจมาเล่นทางเหนือได้นั้น ถือว่าไม่ธรรมดาครับ และมันก็ได้รับผลตอบแทนอย่างงามด้วยการยอมรับ “เครดิต” ของนายใหญ่คนใหม่แห่งแอนฟิลด์ ในทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นในหมู่แฟนบอล ในหมู่วงการฟุตบอล และในหมู่สื่อมวลชน

Joe Cole Effect ยังส่งผลบวกถึงการประกาศยืนยันของ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด กัปตันมาร์เวลว่าจะอยู่กับลิเวอร์พูล ต่อไปด้วย ซึ่งแม้โดยส่วนตัวผมจะไม่ถึงกับ “พอใจ” นักกับการแสดงความ Commitment ของเจอร์ราร์ด เพราะมันควรจะมีคำพูดที่ “ดูดี” กว่านั้นออกมา

ดูอย่าง เฟร์นานโด ตอร์เรส สิครับ ออกมาหยอดคำหวานให้ชื่นใจเต็มๆว่า “ภักดีเหมือนวันแรกมิเสื่อมคลาย”​ ใครได้ยินก็ใจอ่อนครับ จริงไหม : )

แต่อย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นเรื่องที่ดีครับ ที่ทั้ง เจอร์ราร์ด และ ตอร์เรส อยู่กับทีมต่อไป และผมก็ถือว่า ฮอดจ์สัน เริ่มต้นงานใหม่ได้อย่าง “วิเศษสุด”​แล้วครับ

เพราะนอกจากจะรักษาเบอร์ 8 และ 9 เอาไว้ได้ ก็ยังมีเบอร์ 10 เข้ามาช่วยอีกแรงด้วย รวมกับนักเตะใหม่ที่ได้มรดกจากการติดต่อกันตั้งแต่ยุคของ ราฟา อย่าง “ลาร์เน่” โยวาโนวิช,​แดนนี่ วิลสัน และคนที่อยากให้จับตามองคือ จอนโจ เชลวีย์ ก็ถือว่าโอเคทีเดียว

น่าเสียดายอยู่บ้างที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจเปลี่ยนใจ ฮาเวียร์ มาสเชราโน่ ผู้ซึ่งไม่มีใจจะอยู่ในแอนฟิลด์ต่อไปได้แล้ว ซึ่งก็มีข่าวล่าสุดว่าการเจรจาระหว่าง ลิเวอร์พูล กับยูเวนตุส กรณีขอซื้อคริสเตียน​โพลเซ่น เริ่มจะมีความคืบหน้า โดย ฮอดจ์สัน หวังจะได้ โพลเซ่น มาเป็นพี่ใหญ่คอยดูแลเด็กๆในทีมมากกว่าจะใช้งานระยะยาว

เพราะในทีมเวลานี้ยังมีตัวอะไหล่อย่าง ลูคัส, อัลแบร์โต้ อาควิลานี่,​เชลวีย์ รวมถึงเลือดเนื้อเชื้อไขของสโมสรอย่าง เจย์ สเปียริง ก็พร้อมจะคว้าโอกาสที่พวกเขาไม่ค่อยได้รับอยู่

มันก็จะเหมือนที่ เชราร์ อุลลิเยร์ ให้ดีดี้ ฮามันน์ ประกบเจอร์ราร์ด เมื่อช่วง 10 ปีก่อนครับ ทำนองเดียวกัน : )

ดังนั้นในภาพรวมแล้ว การทำงานของ ฮอดจ์สัน ในช่วงเริ่มต้นก้าวแรกจริงๆถือว่า “ผ่าน” สบายๆครับ

ยิ่งถ้าสามารถนำเงินที่ได้จากการขาย มาสเชราโน่ มาใช้ต่อยอดเสริมทีมซึ่งนอกจาก โพลเซ่น แล้วก็ยังน่าจะมีกองหน้าที่มีความ “หนักแน่น” เข้ามาเสริมทีมอีก 1-2 คน (ตามข่าวที่ฮือฮากันก็คือ ปีเตอร์​เคราช์)​ก็น่าจะเติมความ “สดชื่น” ให้กับ ลิเวอร์พูล ได้มาก

จากนี้ก็ต้องรอดูครับว่าช่วงไม่ถึง 2 สัปดาห์ที่เหลือ ฮอดจ์สัน จะเนรมิตทีมให้มีความพร้อมได้มากน้อยแค่ไหนก่อนจะเปิดฤดูกาล

เพราะตัว “ดัชนี” ชี้วัดอนาคตของลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้มาถึงเร็วครับแค่ 2 นัดแรกกับ อาร์เซนอล และ แมนฯ ซิตี้ เราก็น่าจะรู้แล้วทีมควรจะมอง “ปลายทาง” ไว้ที่ตรงไหน

เป็นงานที่สาหัสครับ ซึ่งผมก็กังวลว่าเราอาจจะต้องเผชิญกับความจริงที่น่าเจ็บปวดกันตั้งแต่ 2 นัดแรกของฤดูกาล

แต่มันก็เป็นแค่การคาดการณ์ครับ

“คีย์เบลดมาสเตอร์”​อย่าง ฮอดจ์สัน ทำได้น่าพอใจแล้วตลอดช่วงแรกของการเตรียมทีม ที่เหลือก็อยู่กับทั้งทีมว่าจะช่วยกันได้มากน้อยแค่ไหนในการเริ่มต้นครั้งนี้

เป้าหมายไม่ต้องมองไกลครับ “ท็อปโฟร์” และการไปเล่นแชมเปี้ยนส์​ ลีก คือเป้าหมายแรกและเป้าหมายสำคัญที่สุด เสริมด้วยโทรฟี่สักใบไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ก็เอาไว้ก่อน

โบราณเขาว่าไว้ “เริ่มต้นดีมีชัยไปกว่าครึ่ง”​ ไงครับ : )


จุดเริ่มต้นของ “ทุกคน”

เป็นเรื่องธรรมชาติครับที่เมื่อมีผู้จัดการทีมคนใหม่เข้ามาก็ย่อมหมายถึงโอกาสของนักฟุตบอล “ทุกคน” ในทีมเช่นกัน

บนพื้นฐานของความเป็นจริงจะบอกว่าทุกคนเลยก็ไม่ถูกทั้งหมดครับ เพราะย่อมมีหลายๆคนที่จะถูกประเมินว่าไม่อยู่ในแผนการทำทีม ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดระหว่างเรื่องฝีเท้าที่ไม่ถึงขั้น หรือสไตล์ที่ไม่น่าจะเข้ากับระบบการเล่นของผู้จัดการทีมคนใหม่ก็ตาม

ดังนั้นต้องแสดงความเสียใจกับ อัลเบิร์ต ริเอร่า,​ ฟิลิปป์ เดเก้น และนักเตะในหลืบเงาอีกหลายคนที่ไม่มีโอกาสจะได้เริ่มต้นใหม่ในครั้งนี้ (เอมิเลียโน่ อินซัว, คริสเตียน เนเม็ธ และ ดีเอโก้ คาวาเลียรี่ น่าจะเป็นชุดต่อไป)

แต่สำหรับอีกหลายๆคนมันคือโอกาสที่จะได้นับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

รวมถึงคนที่ไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าจะได้มีโอกาสอีกครั้ง เช่น ฟาบิโอ ออเรลิโอ : )

แน่นอนครับว่าอย่างไรเสียทีมก็มีกลุ่มนักเตะ “กระดูกสันหลัง” ที่จะเป็นแกนของทีมอยู่แล้ว คือ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด, เฟร์นานโด ตอร์เรส, เปเป้ เรน่า, เจมี่ คาร์ราเกอร์, โจ โคล (ที่บอกตรงนี้ได้เลยว่าเป็นเสาหลักแน่นอน), เดิร์ค เคาท์ และ - คนนี้ต้องยอมรับนะครับว่านี่คือแกนหลักของทีมไปแล้วจริงๆ - ลูคัส เลวา

กลุ่มเหล่านี้ไม่ถึงกับต้องการการเริ่มต้นครั้งใหม่ แต่อย่างน้อยที่สุดพวกเขาก็จะได้มีโอกาสเริ่มต้นภารกิจใหม่ในการกอบกู้ทีม

แต่สำหรับกลุ่มรองลงมาที่ยังทำได้ไม่ดี หรือเล่นได้ไม่ถึงความคาดหวัง อย่างเช่น อัลแบร์โต้ อาควิลานี่,​ มาร์ติน สเคอร์เทล, มักซี่ โรดริเกวซ (ซึ่งสยบข่าวย้ายทีมได้เงียบเชียบที่สุด), ดาวิด เอ็นโก,​ เกล็น จอห์นสัน รวมถึง “โอรีโอ้”​ และอีกหลายๆคน

นี่คือโอกาสใหม่ที่พวกเขารอคอย

นักเตะกลุ่มนี้สำคัญครับ เพราะที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล ถูกมองว่าเป็นรองคู่แข่งในกลุ่มท็อป 4-5-6-7 (ตามแต่จะเรียก) ก็เพราะนักเตะในกลุ่ม “ขุมกำลัง”​ ไม่แข็งแกร่งพอที่จะประคับประคองทีมได้ในกรณีที่ตัวหลักไม่สามารถลงสนามได้

หากนักเตะกลุ่มนี้ทำผลงานได้ดีขึ้น นั่นย่อมหมายถึงทีมที่แข็งแกร่งขึ้นตามลำดับด้วยเช่นกัน

อีกกลุ่มที่เฝ้ารอคอย “วันนี้” มานานแล้วก็คือกลุ่มนักเตะดาวรุ่งสายเลือดใหม่ของสโมสรที่หลายๆคน (รวมถึงผมด้วย) อยากจะเห็นแต่ไม่เคยได้เห็นมาร่วมสิบปี

ด้วยอภินิหารของกฏ Homegrown ที่เพิ่มความกดดันจากเกมระดับยุโรปสู่ระดับลีกภายในทำให้หลายๆสโมสรต้องปรับตัวเน้นผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นนักเตะ OTOP มากขึ้นตามลำดับ นั่นเป็นที่มาของโอกาสสำหรับพวกเขาเหล่านั้นครับ

สำหรับเด็กๆในทีมลิเวอร์พูล แยกได้เป็น 2 ประเภทครับ

หนึ่งคือเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆของสโมสรที่เป็นเด็กท้องถิ่นจริงๆ อย่าง เจย์ สเปียริง, มาร์ติน เคลลี่, สตีเฟ่น ดาร์บี้, นาธาน เอคเคิลสตัน, สตีเว่น เออร์วิน และ แจ็ค โรบินสัน เจ้าของสถิตินักเตะอายุน้อยที่สุดที่ลงสนามให้กับลิเวอร์พูล ด้วยวัย 16 ปี 250 วัน

ส่วนอีกหนึ่งคือกลุ่มที่เป็น “เพชรเม็ดงาม”​ ที่ถูกดึงตัวเข้ามาสะสมไว้ในทีม ไม่ว่าจะเป็นนักเตะนำเข้าอย่าง ดาเนี่ยล ปาเชโก้, คริสเตียน เนเม็ธ, นาบิล เอล ซาร์,​ ลอรี่ ดัลลา วัลเล, แดนนี่ วิลสัน หรือเป็นนักเตะเยาวชนของทีมอื่นในอังกฤษ เช่น โธมัส อินซ์, เดวิด อามู, จอนโจ เชลวีย์

ในกลุ่มที่ยกตัวอย่างมาทั้งหมดนี้ ทุกคนเข้าข่าย Homegrown หมดครับ อยู่ที่ว่าจะอายุเกิน 21 ปีหรือยังเท่านั้นเอง ใครเกิน 21 ก็จะเข้าข่าย Homegrown ส่วนใครที่อายุไม่ถึงก็จะได้ “อภิสิทธิ์”​ ในฐานะนักเตะเยาวชนนั่นเอง

เท่าที่ดู​ ฮอดจ์สัน พร้อมจะให้โอกาสนักเตะเหล่านี้ได้มีโอกาสที่จะลงสนามสัมผัสเกมมากขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งแน่นอนว่าเป็นเพราะอิทธิพลของกฏ Homegrown แต่อีกส่วนนั้นผมดูแล้ว “ลุงรอย” แกเป็นคนใจกว้างครับ พร้อมจะให้โอกาสเด็กๆได้ลงสนามเสมอ

ตรงนี้สัมผัสได้จาก “บรรยากาศ” ที่แตกต่างไปในทีม ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆคนน่าจะสัมผัสได้

เพียงแต่สิ่งที่สัมผัสได้นั้นมันจะเป็น “ของจริง”​ หรือ “ภาพลวงตา”​ ผมตอบตรงนี้ไม่ได้ครับ เพราะมันเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาในการพิสูจน์​

แต่อย่างน้อยที่สุด ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้ ผมก็​ “รู้สึกดี” กับเรื่องนี้ รวมถึงรู้สึกได้ถึงความ “สดชื่น”​ ภายในทีมที่เกิดขึ้นตามมาตามความเปลี่ยนแปลง ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เข้าใจได้ครับ

สำหรับชุดสุดท้ายที่คงต้องพูดถึงบ้างก็คือกลุ่มสตาฟฟ์โค้ชที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะทางทีมแพทย์ที่ได้ตัวดร.ปีเตอร์ บรูกเนอร์ หมอเทวดาสัญชาติออสเตรเลีย เข้ามาดูแลในเรื่องของทั้งทางการแพทย์และเรื่องของวิทยาศาสตร์ทางการกีฬา

ทั้งนี้ก่อนหน้าที่จะถึงฤดูกาลนี้ ดร.บรูคเนอร์ เคยออกมาสับเละในเรื่องการแพทย์ของทีมลิเวอร์พูลว่าแย่มาก และทำให้นักเตะสตาร์หลายๆคนมีปัญหาในเรื่องสภาพร่างกายต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อเข้ามารับงานตรงนี้จะไม่ยอมให้มีอะไรแบบนั้นเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

ผมเองก็หวังใจครับว่ามันจะเป็นเช่นนั้น เพื่อที่จะได้เห็นนักเตะสตาร์ของลิเวอร์พูล ซึ่งมี “แนวโน้มที่จะบาดเจ็บได้ง่าย”​ ทั้ง ตอร์เรส, อาควิลานี่ หรือเจอร์ราร์ด จะรักษาสภาพความฟิตเอาไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง

ถ้า ดร.บรูคเนอร์ ทำได้ตามที่พูดจริง โอกาสที่ทีมจะทวงท็อปโฟร์กลับคืนมาได้ย่อมไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อมครับ


จุดเริ่มต้น “ยุคใหม่ของลิเวอร์พูล”

สุดท้ายครับที่เป็นประเด็นใหญ่และต้องพูดถึงคือเรื่อง “อนาคต” ของลิเวอร์พูล ที่กำลังเป็นประเด็นใหญ่ที่สุดในสายตาสื่ออังกฤษเวลานี้

เป็นเรื่องของการ “เทคโอเวอร์”​ ที่หลายๆคนเฝ้าลุ้นอยู่ว่าบทสรุปสุดท้ายจะเป็นเช่นไร

เรื่องนี้ความจริงแล้วผมไม่อยากจะเขียนลงลึกมากนักเพราะมันสลับซับซ้อนทั้ง “ที่มา” และ “ที่ไป” มันเป็นเกมการชิงอำนาจที่ยุ่งยาก วุ่นวาย และไม่ใช่การเจรจาทางธุรกิจที่ใสซื่อนัก

ถ้าให้พยายามสรุปสั้นที่สุดนั้น “ที่มา” ของเรื่องเทคโอเวอร์นั้นเกิดจากการที่ จอร์จ จิลเล็ตต์ และทอม ฮิคส์ ไม่สามารถเอาตัวรอดจาก “บ่วง” ที่ตัวเองก่อขึ้นด้วยการไปกู้หนี้ยืมสินจากธนาคารเพื่อเอาเงินมา “หมุน”​ ให้สโมสรดำเนินการได้

จนที่สุดเจ้าหนี้อย่างธนาคาร Royal Bank of Scotland ก็ส่งคนเข้ามาแทรกแซงเพื่อบีบให้ขายหุ้น ก็คือ มาร์ติน บราฟตัน ซึ่งจริงๆเป็นระดับซีอีโอของสายการบิน บริติช แอร์เวย์ส มาสวมหัวโขนเป็นประธานสโมสร โดยมี Barcap หรือ Barclays Capital เป็นที่ปรึกษาในการร่วมหาผู้มาซื้อหุ้น

ส่วน “ที่ไป” หรือ “ที่กำลังจะไป” นั้น สิ่งที่พอจะยืนยันได้ว่าจะเกิดขึ้นแน่นอนนั้นคือ ลิเวอร์พูล จะมีการเปลี่ยนแปลงตัวเจ้าของแน่นอนครับภายใน 4-6 สัปดาห์หลังจากนี้

แต่จะเป็นใคร เจ้าไหน ยังเป็นเรื่องที่พูดได้ยาก

ประการหนึ่งคือเรื่องของการเจรจาเทคโอเวอร์กิจการนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะกิจการที่มีตัวเลขหนี้สินสูงอย่างลิเวอร์พูล ที่ผ่านมามีนายทุนหลายคนที่ถอยกรูดไปแล้วเมื่อเห็นตัวเลขหนี้สินที่เป็นอยู่จริงของสโมสร (ซึ่งน่าจะสูงกว่า 247 ล้านปอนด์ ที่เป็นข่าวด้วยซ้ำไป)

อีกประการคือกลุ่มเจ้าของเดิมอย่าง จิลเล็ตต์ และ ฮิคส์ ย่อมไม่อยากที่จะปล่อย “ห่านทองคำ” อย่าง ลิเวอร์พูล ไปง่ายๆแน่นอน

นั่นเป็นที่มาของการ “โผล่”​ ขึ้นมาของ ยาห์ยา เคียร์ดี้ นักธุรกิจชาวซีเรีย ซึ่งเป็นอดีตนักฟุตบอลทีมชาติ ที่ทำมาหากินอยู่ในแคนาดา ออกมา “อ้าง” ว่ากลุ่มทุนที่เขาเป็นผู้นำ (คนที่ทำงานลักษณะนี้เรียกว่า Deal Maker หรือพูดง่ายๆก็คือ “นายหน้า”​ ครับ) ได้เปิดการเจรจากับ ฮิคส์ และ จิลเล็ตต์ ไปแล้วถึงขั้น Advanced โดยมีการตกลงกันในประเด็นสำคัญๆเกือบหมดแล้ว

เคียร์ดี้ ถูกเผยว่าเป็นเพื่อนกับลูกชายของ จอร์จ จิลเล็ตต์ ซึ่งทำให้โดนจับตามองว่ามีสายสัมพันธ์ “เร้น” อยู่ก่อนแล้ว และการปรากฏตัวครั้งนี้ก็อาจเป็นแค่ความพยายามจากฝ่าย GH ที่อยากจะ​ “โก่งราคา” เท่านั้น

ขณะที่อีกฝ่ายคือ เคนเน็ธ หวง นักธุรกิจหนุ่มชาวจีน - ที่มีกระแสข่าวก่อนหน้านี้อ้างว่ามี “กองทุนของรัฐบาลจีน​“ หรือ CIC เป็นผู้หนุนหลัง ก่อนจะมีการปฏิเสธไป - เป็นผู้จุดประกายข่าวเรื่องการเทคโอเวอร์ขึ้นมา

ในภาพที่ผมเห็นนั้น อาหวง นั้นเป็นฝ่ายที่เข้าตามตรอกออกตามประตูครับ โดยอาศัยการติดต่อตรงกับทาง RBS ด้วยการขอเคลียร์ตัวเลขหนี้สินของลิเวอร์พูล ที่คงค้างอยู่กับ RBS เป็นลำดับแรก ก่อนที่จะมีการยื่นข้อเสนอให้ทางบอร์ดลิเวอร์พูล พิจารณาต่อไป

ล่าสุด อาหวง ได้มีการยื่นแผนในการบริหารสโมสรหากเทคโอเวอร์ได้สำเร็จ โดยแผนการนั้นมีสัญญาง่ายๆ 3 ข้อครับ

ล้างหนี้-สร้างสนาม-ซื้อนักเตะ

มันเป็นสัญญาง่ายๆที่ก่อนหน้านี้เราก็เคยได้ยินมาจากปากของ ฮิคส์-จิลเล็ตต์ ที่ประสบการณ์เราทุกคนว่าไม่ควรจะ “หลง” ไปกับลมปากชวนฝันหวาน

การเข้าตามตรอกออกตามประตูของอาหวง หรือจะเล่นใต้เข็มขัดแบบเคียร์ดี้ ไม่ใช่สาระสำคัญครับ

มี 3 เหตุผลที่ต้องคิดเท่านั้นในเรื่องของการเทคโอเวอร์

หนึ่งคือแผนการและทิศทางในการบริหารสโมสร

สองคือเจตนาในการเข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรว่ามัน “บริสุทธิ์”​ มากน้อยแค่ไหน (แน่นอนว่าอย่าฝันถึงการเข้ามาบริหารแบบ “อุดมคติ”​ เลยครับ นาทีนี้มันมีแค่ผลประโยชน์เท่านั้น)

และสามซึ่งสำคัญที่สุดก็คือ “มีเงินจริงเปล่า”

เท่านั้นเองครับที่เราต้องดู ซึ่งมองจากภาพในเวลานี้แล้ว ผมมองทั้งฝ่ายของอาหวง และฝ่ายของเคียร์ดี้ ไม่ออกครับ เนื่องจากทั้งสองไม่ได้เป็นคนที่จะเข้ามาเทคโอเวอร์จริงๆ เป็นเพียงแค่ “ตัวแทน” เข้ามาเจรจาให้เท่านั้น

เพียงแต่จากข้อมูลที่ได้จากสำนักข่าวต่างๆ นักวิเคราะห์มองว่าถ้าเป็นฝ่ายจีนเข้ามาเทคโอเวอร์ได้ ลิเวอร์พูล จะมีโอกาสกลายเป็นสโมสรที่มั่งคั่งที่สุดในโลกด้วยพลังทางการเงินของกลุ่มทุนในจีน (ซึ่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครรู้ว่าใครเป็น “แบ็กอัพ”​ ให้บ้าง แต่ก็มีหลุดชื่อนักธุรกิจระดับแถวหน้าของวงการมาหลายคน (ซึ่งผมก็ไม่รู้จักหรอกครับ) เช่น มาร์ค กานิส, กวง หยาง แต่ก็มีการให้การปัดไปปัดมา เลยทำให้สรุปว่ายังไม่มีใครรู้ว่ากลุ่มทุนของ (คิง) เคนนี่ หวง มีใครบ้างครับ

ก็ประมาณนี้ครับรายละเอียดที่ผมยังไม่อยากจะลงลึกมากนัก (นี่ขนาดไม่อยากลงลึกนะ!)

สิ่งที่จะต้องจับตาต่อไปอยู่ที่ทาง บราฟตัน ในฐานะคนที่ได้รับมอบหมายในการ “สกรีน” คนที่จะเข้ามาเทคโอเวอร์ว่าจะทำหน้าที่ได้ซื่อตรงแค่ไหน

หน้าที่ของบราฟตัน ไม่ใช่แค่หาคนมีเงินเท่านั้น แต่ต้องหาคนที่มีวิสัยทัศน์ด้วย เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้

ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว ลิเวอร์พูล ไม่ใช่เป็นแค่สโมสรฟุตบอลระดับชั้นนำของโลกที่มีรากฐานแข็งแกร่ง แต่ยังเป็นทีมที่มี “ศักยภาพ”​สูงลิบไม่ได้เป็นรองสโมสรไหนๆบนโลกเลย

นักการตลาดรู้ดีครับว่า “แบรนด์” น่าจะดีกว่า แมนฯ ยูไนเต็ด, บาร์เซโลน่า หรือ เรอัล มาดริด ด้วยซ้ำไป โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงฐานของแฟนบอลในเอเชีย ที่มีจำนวนมากมายมหาศาล ซึ่งพิสูจน์ได้จากกระแสความคลั่งไคล้ยามเดินทางมาเยือนภูมิภาคนี้

ดังนั้นการตัดสินใจของบราฟตัน คือการตัดสินใจครั้งสำคัญที่สุดของสโมสรเลยทีเดียวครับว่าสโมสรจะเดินไปในทิศทางไหน

ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้ แฟนบอลอย่างเราๆไม่มีโอกาสจะทำอะไรได้ครับ นอกจากสวดมนต์ภาวนาขอให้ทีมได้คนดีมีคุณธรรมเข้ามาจัดการบริหารทีม เพื่อไม่ให้ลิเวอร์พูล ถูก “ปู้ยี้ปู้ยำ”​ เหมือนช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมาอีก

หากแม้นว่าทีมได้คนดีมีคุณธรรมเข้ามาบริหารจัดการจริง ก็ถือเป็นโชคครับ

ลิเวอร์พูล จะได้เดินหน้าเข้าสู่ “ยุคใหม่”​ อย่างแท้จริงทั้งในและนอกสนาม

แต่หากแม้นว่าไม่เป็นเช่นนั้น

อนาคตจะมืดมิดอนธการหรือไม่ ผมก็ไม่กล้าจะการันตีอะไรทั้งสิ้นครับ…

Tags: , , ,

4 Responses to “friday and a KOPpuccino : At the Beginning”

  1. Ruji says:

    “ไม่เห็นชอบ” แต่ก็ไม่ได้แปลว่า “ไม่เห็นด้วย” ความเห็นเหมือนผมเลย ที่มีต่อ รอย ฮอดจ์สัน โดยส่วนตัวคิดว่าอยู่ไม่ครบเทอม ความเชื่อมั่นจะอยู่ในนัดแรกที่เจอกับอาร์เซนอล “ห้ามแพ้”

  2. free_look_mode says:

    แค่เห็นเอาโจโคลอยู่ในตำแหน่งสูงกว่าเจิดนัดแรก ผมก็ว่าเค้าคิดเหมือนคนปกติเค้าคิดกันนะครับ อนาคตสดใสรออยู่

  3. free_look_mode says:

    ตอนนี้แค่” put the right man on the right job” ก็น่าจะดีกว่ายุคก่อน

  4. pizza_peach says:

    มีแววครับว่า นัดแรกปืนจะไม่มีเชส กับโรบิน อย่างงี้ค่อยมีลุ้นหน่อย

Leave a Reply

Categories

Archives

สมัครสมาชิก/Log in-Log out