(…กลับมาแบบเงียบๆ) friday and a KOPPuccino : การเล่นตลกของโชคชะตา
Mon, Apr 18, 2011
เรื่องบางเรื่องในชีวิตคนเรานั้น ต่อให้ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อครับว่ามันจะเกิดขึ้นและเป็นไปเช่นนั้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เราไม่อยากจะเชื่อนั้นมันดันเกิดขึ้นในเกมแห่งโชคชะตาที่มีความสำคัญมากมายเร้นกายอยู่
ความหมายสำหรับ อาร์เซนอล ผู้ต้องการไล่ล่าตำแหน่งแชมป์ให้ได้อีกครั้ง
ความหมายสำหรับ ลิเวอร์พูล ที่ต้องการชัยชนะเพื่อโอกาสกลับสู่เวทียุโรปในฤดูกาลหน้า
รวมถึงความหมายสำหรับมือที่ 3 อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยืนบนภูดูเสือกัดกันโดยแอบเทใจให้คู่ปรับตลอดกาลอย่าง “หงส์แดง” ให้ช่วยสกัดดาวรุ่งอย่างกันเนอร์สให้
ทั้งนี้ก็เพื่อโอกาสที่ทีมจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกหนึ่งสมัย และเป็นสมัยประวัติศาสตร์ที่พวกเขาจะก้าวผ่านคู่รักคู่แค้นแห่งถนนสาย M62 ขึ้นสู่การเป็น “ราชันย์” แห่งเกาะอังกฤษ อย่างแท้จริง
เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน จึงเข้ามาร่วมชมเกมนัดแห่งโชคชะตานี้ในฐานะสักขีพยาน
และแน่นอนครับ - บรมกุนซือแห่งโอลด์ แทรฟฟอร์ด ย่อมกลับออกไปพร้อมรอยยิ้ม
รอยยิ้มของปราชญ์ลูกหนังแห่งยุคเกิดขึ้นเพราะบทสรุปของเกมที่เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม มันเข้าทางของพวกเขาเต็มๆ
อาร์เซนอล พลาดอย่างที่คาดไว้ และสิ่งที่ทำให้ “คนข้างบน” อย่างเซอร์อเล็กซ์ สะใจอยู่ลึกๆมากกว่าปกติคือการที่คู่ปรับอย่าง ลิเวอร์พูล กลับช่วยส่งเสริมให้ด้วยการไม่ยอมตายกลับมาไล่ตีเสมอได้ราวปาฏิหารย์
ไม่ต่างอะไรจากนางงามที่ส่งมอบมงกุฎให้จากรุ่นสู่รุ่น
ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้ - แม้มันอาจจะไม่จบและอาจเกิดเหตุพลิกผันได้อีกครั้ง - แต่ทุกฝ่ายก็เชื่อแล้วว่า อาร์เซนอล สิ้นหวังแล้วและแชมป์จะตกเป็นของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างแน่นอน
พูดไปก็สงสารตัวเอง - สงสารทีมอย่าง ลิเวอร์พูลครับ
ในฐานะเดอะ ค็อป คนนึง บอกได้เลยว่าความรู้สึกมัน“หวานอมขมกลืน” ชอบกลที่บทสรุปในเกมนี้มันออกมาเป็นเช่นนี้
อย่างไรก็ดีก็ต้องบอกว่า ลิเวอร์พูล ได้แสดงให้เห็นถึงคุณค่าที่เหนือกว่าความคิดฝ่ายอธรรมในหัวที่ไม่อยากเห็นผีแดงก้าวแซงหน้าไป
คุณค่าของคำว่า “สปิริต”
ไม่ง่ายนะครับสำหรับทีมนึงที่มีปัญหาผู้เล่นบาดเจ็บมากมาย ขาดนักเตะระดับตัวจริงไปเกือบครึ่งทีม และยังเสียนักเตะไประหว่างเกมอีก 3 คน โดยเฉพาะ “จิตวิญญาณ” ของทีมอย่าง เจมี่ คาร์ราเกอร์ และการที่ต้องส่งดาวรุ่งฟันน้ำนมในตำแหน่งแบ็กทั้งสองข้างอย่างไม่คาดฝัน จะสามารถ “ยัน”กับทีมที่เล่นฟุตบอลเกมรุกสวยงาม อุดมไปด้วยนักเตะจอมเทคนิคเจ้าจินตนาการมากมายอย่าง อาร์เซนอล ได้เพียงนี้
และมันย่อมไม่ใช่เรื่องปกติแน่สำหรับอาการ “ไม่ยอมแพ้” ด้วยการพยายามรุกเอาคืนแม้รู้ทั้งรู้ว่าเวลากำลังจะหมดลงจนสุดท้ายก็ได้รางวัลแห่งความพยายาม
อยากจะบอกกับ “ค็อปไพท์”ทั้งหลายครับว่าอย่าได้เสียใจไปเลยหากผลของเกมนัดนี้จะทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้แชมป์สมัยที่ 19 ไป
ทีมใดจะเป็นแชมป์ก็ย่อมหมายถึงการทำผลงานได้ดีมาโดยตลอด และการที่ทีมใดจะคว้าแชมป์เป็นว่าเล่นตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมาจนก้าวแซงหน้าทีมที่เคยนำหน้ากว่า 10 สมัยได้นั้น แทนที่จะริษยาก็ควรจะร่วมยินดีและชื่นชมในความสำเร็จนั้น
ถ้าทุกอย่างมันเกิดขึ้นเพราะฟ้าได้ลิขิตเอาไว้ การจะเป็น “ผู้แพ้”เสียบ้างในวันนี้ก็ไม่เห็นเป็นไร
ในขณะเดียวกันก็จะได้เป็นการเตือนสติตนและฝ่ายตรงข้ามไปพร้อมกันว่า “ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า”
นาทีนี้ ลิเวอร์พูล ยังอยู่แค่ช่วงเริ่มต้นของการกลับมา แต่สิ่งสำคัญที่คนอย่าง เคนนี่ ดัลกลิช ได้นำกลับมาให้ในระยะเวลาไม่กี่เดือนที่ผ่านมา มันคือ “จิตวิญญาณ” ของทีมที่เคยเกรียงไกรในยุคเก่า
และสิ่งที่จะมีความหมายอย่างมากต่ออนาคตคือการ “ศรัทธา” ในผู้เล่นเยาวชนของทีม ที่แม้สถานการณ์จะบังคับให้ไม่เหลือทางเลือกมากนัก แต่การแจ้งเกิดของ เจย์ สเปียริง, จอห์น ฟลานาแกน หรือแจ็ค โรบินสัน มันย่อมสร้างขวัญและกำลังใจต่อหน่อเล็กๆที่กำลังจะแตกใบในทีมเยาวชน
สำหรับอาร์เซนอล พวกเขาโทษใครไม่ได้ครับนอกเสียจากตัวเอง
เพราะมันใช่เฉพาะเกมนี้เสียเมื่อไหร่ที่พวกเขาปล่อยคะแนนให้หลุดลอยไป? ความเป็นจริงพวกเขาควรจะพลิกสถานการณ์ในช่วงต้นเดือนมี.ค. ที่แมนฯ ยูไนเต็ด สะดุด 2 นัดติดต่อกันในการพ่ายต่อเชลซี และลิเวอร์พูล แต่ก็ปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปเอง
มันคือ “บทเรียน” ที่อาร์เซนอล ไม่เคยเรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีต
“สมาธิ”ที่ขาดหาย “ความมุ่งมั่น” ที่ไม่คงที่ และ“ความเด็ดขาด” ที่ไม่เคยมี
โดยส่วนตัวผมชื่นชมในปรัชญาการทำทีมแบบอาร์แซน เวนเกอร์มากนะครับ มันคือปรัชญาการทำทีมในฝัน ฟุตบอลสวยงามที่เน้นการสร้างเยาวชนขึ้นมามากกว่าจะซื้อซูเปอร์สตาร์ราคาแพง แต่กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่ามันไม่ใช่ปรัชญาที่จะนำไปสู่ความสำเร็จได้ในวงการฟุตบอลอังกฤษ
ความจริงผมก็ยังไม่อยากสรุปแบบนั้นเพราะทีมชุดนี้ของเวนเกอร์ ยังเหลือเวลาอีกมากที่จะค้นหาความสำเร็จ
และอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ เวนเกอร์ อาจจะโชคร้ายที่ต้องแข่งขันกับกุนซือที่เก่งที่สุดในรอบ 100 ปีของอังกฤษ และอาจเป็นกุนซือที่เก่งที่สุดตลอดกาลของโลกอย่าง เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน
ถ้าเป็นยุคอื่น หรือลีกอื่น เวนเกอร์ อาจจะพาทีมคว้าแชมป์เป็นกอบเป็นกำไปแล้วก็ได้
อันที่จริงหากฟุตบอลไม่ได้เดินทางมาสู่ยุค “ฟุตบอลทุนนิยม” เช่นปัจจุบัน ที่ทุกอย่างเป็นเงินเป็นทองไปเสียหมด เวนเกอร์ ก็เคยพิสูจน์ให้เห็นมาแล้วว่าเขาก็ไม่ได้เป็นรองเฟอร์กี้ แต่อย่างใด
ในอดีต เวนเกอร์ ก็สามารถปั้นดินให้เป็นดาวได้มานักต่อนักไม่ว่าจะเป็น เดนนิส เบิร์กแคมป์ (ที่เคยอนาคตดับกับอินเตอร์ มิลาน), นิโกล่าส์ อเนลก้า, เธียร์รี่ อองรี, เอ็มมานูเอล เปอตีต์, ปาทริก วิเอร่า ฯลฯ เพียงแต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป บวกกับนโยบายที่เปลี่ยนแปลงของ อาร์เซนอล ที่มาพร้อมกับการสร้างสนามใหม่ก็ทำให้ เวนเกอร์ ต้องปรับตัวและเน้นนโยบายแบบใหม่ด้วย
น่าเสียดายครับที่มันอาจจะไม่ใช่นโยบายที่เหมาะสมสำหรับสถานการณ์เวลานี้
สำหรับอนาคต ไม่ว่าบทสรุปของฤดูกาลจะเป็นอย่างที่หลายคนคาดว่าพวกเขาคงไปไม่ถึงฝันเหมือนเดิมจริงหรือไม่ เพราะหากวิเคราะห์สถานการณ์ อาร์เซนอล ก็ยังอาจพลิกกลับมาได้เหมือนกันถ้าพวกเขาชนะเกมที่เหลือ โดยเฉพาะหากไม่พลาดต่อสเปอร์ส และสยบแมนฯ ยูไนเต็ดได้ รวมถึงภาวนาให้ เชลซี ช่วยเตะตัดขา
สิ่งที่ อาร์เซนอล ต้องเรียนรู้ก็คือการเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเองในวันนี้
No pain no gain ไม่มีอะไรที่จะสอนเราได้ดีกว่าความเจ็บปวดครับ
โดยคนแรกที่ควรเรียนรู้ก็คือ “ครูใหญ่”อย่าง เวนเกอร์ ที่ไม่ว่าพลาดครั้งใดก็ตีโพยตีพายใส่คนอื่นเสียร่ำไป
Tags: ลิเวอร์พูล, ลูกแม่กิ่ง


ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ
ไม่ได้อ่านซะนาน อิอิ
ให้อภัยผมเถอะนะครับ ^^”
ชีวิตเริ่มต้นงานใหม่ตลอด 3-4 เดือนที่ผ่านมาหนักหนาสาหัส ปัจจุบันทำอยู่หลักๆ 3 เจ้าทั้งงานข่าว งานเขียน บางครั้งสมองมันก็ฝ่อรับไม่ไหวจริงๆ แต่จะพยายามทำให้ดีที่สุดครับผม
ขอบคุณที่ติดตามกันตลอดไม่เคยทิ้งกันไปครับ
ป.ล. คิดถึงสมาชิกชาว Scouse … ใครยังอยู่ ส่งเสียงหน๊อยยย
ฮริ้ววววว
มาจนได้ ปล่อยให้รอตั้งนาน
ส่งเสียงๆ :)ดีใจๆที่กลับมา