A A
RSS

friday and a Koppuccino: ผู้วิเศษแห่งครอยดอน กับภารกิจชุบชีวิตลิเวอร์พูล

Fri, Jul 2, 2010

friday & a KOPpuccino

friday_kop_logo

ในที่สุดครับ - หลังการรอคอยมาราว 1 เดือน ความไม่แน่นอนในแอนฟิลด์ ก็คลายความกังวลลงไปได้เปลาะหนึ่ง

มากบ้างน้อยบ้าง การได้หัวเรือใหญ่คนใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน ราฟา เบนิเตซ ก็ดีกว่าเราไม่มีใครและไม่เหลือใครเลย

แน่นอนครับว่าการแต่งตั้งครั้งนี้ หรือครั้งไหน ก็ย่อมมีถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้างคละเคล้ากันไป และเท่าที่ทราบ รอย ฮอดจ์สัน ก็ไม่ใช่ตัวเลือกในอุดมคติสำหรับใครหลายคน

และต้องเรียนตามตรงว่าผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ

โดยส่วนตัว ฮอดจ์สัน เป็นตัวเลือกลำดับสุดท้ายในโผที่ผมอยากจะเห็นในตำแหน่งผู้จัดการทีม

การกลับมาของ “คิง เคนนี่” คือสิ่งที่ผมอยากเห็น กับอารมณ์​“โรแมนติก” แบบ “คลาสสิค” กับวีรบุรุษในวันวาน คนที่พาทีมประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้เป็นคนสุดท้าย ได้หวนกลับมาแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดไปในอดีต

รองลงไปคือ มานูเอล เปเญกรินี่ ที่ผมชื่นชมฝีมือเป็นการส่วนตัวมายาวนานตั้งแต่สมัยคุมทีม บีญาร์เรอัล ต่อด้วย แฟรงค์ ไรจ์การ์ด และ มาร์ติน โอนีล

ความสุขุมนุ่มลึกของ ฮอดจ์สัน ไม่ใช่สิ่งที่ผม “เชื่อ” ว่าจะเป็นคำตอบสำหรับลิเวอร์พูล ในยามนี้

อย่างไรก็ดีชีวิตมันไม่ได้มีแค่เรื่อง “โรแมนติก”

บางครั้งเราก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ต้องหันมาเผชิญหน้ากับความ “ความจริง”

รอย ฮอดจ์สัน อาจจะเป็นคนที่เหมาะสมที่สุดที่จะเป็นผู้นำลิเวอร์พูลในยามนี้ครับ

จากบทสัมภาษณ์ขนาดยาวมากที่ผมได้แปลลงไปเมื่อวานนี้ ผมคิดว่าผมพอจะเข้าในแนวคิดและเป้าหมายในใจของกุนซือวัย 62 ปีคนนี้อยู่บ้าง

ไม่ใช่แชมป์ และไม่ใช่กระทั่งการประกาศว่าจะกลับไปยึดท็อปโฟร์ หรือพาทีมกลับไปเล่นแชมเปี้ยนส์​ลีก อีกครั้ง

แต่เป็นการทำให้ดีขึ้นกว่าวันวาน

เท่านั้นเองครับ ไม่มีอะไรมากหรือน้อยไปกว่านั้นสำหรับเป้าหมายที่ ฮอดจ์สัน ตั้งเป้าไว้ในปีแรก

จากการตอบคำถามสัมภาษณ์เช่นนี้ ก็พอทำให้เรารู้ว่ากุนซือผู้นี้นั้น มิได้เป็นเพียงแค่คนพูดน้อย หรือพยายามทำตัวให้ดูสุขุม แต่ความจริงแล้ว ฮอดจ์สัน เป็นคนที่ “ถ่อมตน” และมองทุกอย่างด้วยนัยน์ตาที่กระจ่างใส

ฮอดจ์สัน รู้ว่าปัญหาของลิเวอร์พูล คืออะไร ทั้งที่มองจากภาพภายนอก และสิ่งที่สัมผัสจากภายใน แม้จะเป็นเพียงเบื้องต้นจากการได้พูดคุยกับ คริสเตียน เพิร์สโลว และ เคนนี่ ดัลกลิช

โดยไม่จำเป็นต้องกล่าวโทษใคร ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมผู้จัดการทีม (League Manager Association - LMA) ในฤดูกาลล่าสุด ได้ผ่านการ “เตรียมใจ” เพื่อทำงานในสภาพที่องค์ประกอบต่างๆอาจจะไม่เอื้ออำนวยนัก

เงินไม่มี สตาร์ดังอาจย้ายทีม และนักเตะที่เหลือหลายคนอาจจะไม่ได้มีศักยภาพเพียงพอที่จะต่อกรกับใครต่อใครได้อย่างสบายมือสบายเท้านัก

ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้ ผมเชื่อครับว่า ฮอดจ์สัน ได้เตรียมใจที่จะเสียสตาร์ดังอย่าง เจอร์ราร์ด, ตอร์เรส หรือมาสเชราโน่ (รวมถึงเบนายูน ที่ขอไปก่อนเพื่อน) แล้วเพราะเข้าใจว่าด้วยสภาพการณ์ของทีมในปัจจุบัน มันไม่มีประโยชน์ที่พวกเขาจะอยู่ต่อไปหากรู้สึกว่ามันกำลังเป็นการ “จมปลัก”

“ความจริง” คือสิ่งที่ ฮอดจ์สัน จะใช้บอกต่อสตาร์ทุกคน ไม่ใช่ “ความฝัน”

ถ้าเหล่าดวงดาราเหล่านั้นรับกับ “ความจริง” ได้และพร้อมที่จะแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดในอดีตด้วยกัน ฮอดจ์สัน ก็ยินดีที่จะได้ช่วยกันก่อร่างสร้างตัวขึ้นใหม่

แต่ถ้าเห็นต่าง และคิดว่าอยากเดินออกจากซากปรักหักพังที่แอนฟิลด์ ทิ้งอดีตอันหอมหวลไว้เบื้องหลัง ฮอดจ์สัน ก็ยินดีที่จะเปิดทางให้

แน่นอนครับว่าไม่มีใครการันตีในเรื่องอนาคตได้ แม้กระทั่งตัวเขาเองก็ตาม ที่อาจจะถูกปลดจากตำแหน่งเมื่อไหร่ก็ได้หากมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของสโมสร ซึ่งคาดว่าน่าจะมีข่าวดีก่อนจะสิ้นสุดซัมเมอร์

หากแต่ข้อความ “ระหว่างบรรทัด” ที่ฮอดจ์สัน ได้ส่งผ่านถึงพวกเราทุกคนนั้นชัดเจน

ให้พร้อมเผชิญหน้ากับความจริง

ไม่ว่ามันจะโหดร้าย หรืองดงามก็ตาม

สำหรับ รอย ฮอดจ์สัน กุนซือจอมพเนจรตัวจริงเสียงจริงของวงการฟุตบอล จากประสบการณ์ 34 ปี ใน 12 ประเทศ

“เครดิต” สำหรับตัวกุนซือคนนี้นั้น ถึงจะไม่ “ป๊อป”​เหมือนอย่าง โจเซ่ มูรินโญ่, ราฟา หรือ ฟาบิโอ คาเปลโล่

แต่ในเกาะอังกฤษ ฮอดจ์สัน ไม่ได้เป็นสองรองใคร กระทั่ง แฮร์รี่ เรดแนปป์ ก็ยังสู้ไม่ได้

ในสายตาของสื่อมวลชนในอังกฤษ เท่าที่ผ่านสายตา ผมพบว่า ฮอดจ์สัน คือตัวเลือกที่ทุกคนขานรับด้วยความเต็มใจและชื่นชม และล้วนแต่ยินดีกับลิเวอร์พูล ที่ได้ผู้จัดการทีมคนนี้มาช่วยกอบกู้ทีมในยามวิกฤติเช่นนี้

ช่วงก่อนหน้านี้มีนักเขียนหลายท่านที่กล่าวชื่นชมต่อกุนซือผู้สงบเสงี่ยมคนนี้ ถึงขั้นบอกว่า ไม่ว่าจะเป็นทีมชาติอังกฤษ หรือลิเวอร์พูล ใครที่ได้ตัว ฮอดจ์สัน ไปก็ถือว่ามีโชคทั้งนั้น

บางคนบอกว่าลิเวอร์พูล ในยามนี้นั้นย่ำแย่สาหัสและต้องการ “ผู้วิเศษ”​มาช่วยเหลือ และวันนี้ผู้วิเศษคนนั้นก็ได้มาถึงแล้ว

ครับ - ผมเชื่อว่ามากบ้างน้อยบ้างก็ต้องมีคนประหลาดใจ (แน่นอนว่าผมเองก็เช่นกัน) ว่าเหตุใด ฮอดจ์สัน จึงได้รับความชื่นชมมากมายขนาดนี้

ในความทรงจำส่วนตัว ผมรู้จักฮอดจ์สัน ครั้งแรกในฐานะโค้ชทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ ผู้เปิดประวัติศาสตร์ลูกหนังบทใหม่ให้กับทีมจากแดนนาฬิกา ด้วยการพาทีมผ่านเข้าฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี 1994 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการได้กลับไปเล่นฟุตบอลโลกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1966 (ปีที่อังกฤษ ได้แชมป์ฟุตบอลโลกนั่นแหละครับ)

สวิตเซอร์แลนด์ ยุคนั้นมีสตาร์เด่นแค่ไม่กี่คน ที่จำได้ก็คือจอมทัพ ชิริอาโก สฟอร์ซ่า, อแล็ง ไกเกอร์, อแล็ง ชุตเตอร์ (มิดฟิลด์ผมสลวยเท่มากสมัยนั้น!)​และอีกคนก็คือยอดเพชฌฆาตชั้นนำของวงการฟุตบอลยุโรปขณะนั้น สเตฟาน ชาปุยซาต์

แต่ ฮอดจ์สัน ก็สามารถพาทีมผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ฟุตบอลสวิส

อีกครั้งที่​ฮอดจ์สัน ทำให้ชาวแดนนาฬิกาภูมิใจก็คือการพาทีมผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายฟุตบอลยูโร 1996 ก่อนจะได้รับงานใหญ่ในการเป็นโค้ชทีมอินเตอร์​มิลาน

นั่นคือภาพที่ผมจดจำกุนซือคนนี้ได้ชัดที่สุดครับ โดยหลังจากนั้นดูเหมือน ฮอดจ์สัน จะค่อยๆตกต่ำลงไปตามกาลเวลา ไม่ว่าจะล้มเหลวกับอินเตอร์​มิลาน,​แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส และพเนจรไปเรื่อยๆตามที่ต่างๆทั่วโลก

ไม่เว้นกระทั่งดินแดนทะเลทรายอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

ผมแทบจะลืมเขาไปจากชีวิตแล้วด้วยซ้ำไป

แต่สำหรับสื่อในอังกฤษ อย่างที่เรียนให้ทราบครับว่าทุกคนชื่นชม (เรียนตามตรงผมยังมองไม่เห็นใครที่ออกมาโจมตีการแต่งครั้งนี้ครับ มากที่สุดก็คือเตือนว่างานนี้ “ไม่หมู”)

สิ่งที่เขาชื่นชมในตัวฮอดจ์สัน นอกเหนือจากเรื่องบุคลิกสุขุมคัมภีรภาพ และเป็นผู้ทรงภูมิ ความรู้ประสบการณ์มากมายจากการเดินทางตลอดชีวิต

ฝีมือในการทำทีมของ ฮอดจ์สัน ไม่ธรรมดา

โดยเฉพาะการปั้นทีมเล็กๆให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งล่าสุดที่เห็นกันก็คือการพลิกฟื้นฟูแล่ม จากสโมสรที่ใกล้จะตกชั้นกลับมาเป็นทีมที่ยึดอันดับ 7 ในลีกที่มีการแข่งขันรุนแรงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และยังพาทีมเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศยูโรป้า ลีก ได้สำเร็จ

แม้จะไม่สามารถสร้างตำนานเทพนิยายฉบับเวสต์ลอนดอนได้ แต่พูดกันอย่างยุติธรรมกระทั่งลิเวอร์พูล ของราฟา ก็ยังไม่สามารถเข้าชิงได้ด้วยซ้ำไป

ด้วยบุคลิกและความสามารถของ ฮอดจ์สัน ทำให้ใครหลายคนเชื่อว่าเขาคือคนที่ “เหมาะสม” ที่สุดสำหรับงานนี้

ภารกิจที่ไม่ใช่การนำลิเวอร์พูล กลับไปโบยบิน พลิกฟ้าตะแคงแผ่นดินเหมือนในอดีต

แต่เป็นการกอบกู้ ปรับปรุง และสร้างสรรค์สิ่งต่างๆขึ้นใหม่

ถ้ามองในจุดนี้ก็น่าจะเป็นผลดีครับ เพราะเหมือนได้คนที่เหมาะกับงานและสถานการณ์ตอนนี้มา

แต่จุดที่ผมกังวลมี 2 เรื่อง

หนึ่งคือ “บารมี” ของฮอดจ์สัน ที่อาจจะไม่เพียงพอที่จะรั้งตัวสตาร์ดัง​โดยเฉพาะ เจอร์ราร์ด และตอร์เรส เอาไว้ได้ ซึ่งอาจนำไปสู่การบ้านแตกสาแหรกขาดของทีม และทำให้งานของเขายากขึ้น

อีกหนึ่งคือเรื่องสไตล์การทำทีมที่คิดไม่ออกครับว่าคนที่ถนัดทำทีมเล็ก เล่นอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวอย่างฮอดจ์สัน เมื่อต้องมาทำทีมที่แฟนบอลคาดหวังจะเห็นฟุตบอลเกมรุกที่สวยและงดงามที่สุดเหมืือนความทรงจำในอดีต เขาจะทำอย่างไร?

ด้วยความเคารพในฝีมือของผู้วิเศษแห่งครอยดอน (บ้านเกิดของเขา อยู่ในกรุงลอนดอน) ผมคิดว่าสไตล์การทำทีมของเขาอาจจะไม่เหมาะและสอดคล้องกับ “บุคลิก” ของลิเวอร์พูลนัก

หลังสิ้นยุคของ รอย อีแวนส์ ในปี 1998 ตลอด 12 ปีที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล นอกจากจะไม่ได้เดินตามรอยและแนวทางการเล่นที่ทำให้ทีมรุ่งเรืองในอดีต ยังทำตัวออกห่างจากขนบที่ชนรุ่นก่อนสร้างไว้มากขึ้นเรื่อยๆ

จากการยุบ “บูทรูม”​ในยุคของ เชราร์ อุลลิเยร์ มาสู่การปฏิวัติเชิงโครงสร้างในยุคของ ราฟา

ผมรู้ครับว่ามันเป็นการยากที่จะได้เห็น Pass and Move เหมือนเก่าไม่ว่าจะเพรียกหาขนาดไหนก็ตาม

เรื่องพวกนี้มันเป็น Past (อดีต) and Move ไปเรียบร้อยแล้ว

แต่ในความหวังลึกๆ หากจะมีใครที่เข้ามากอบกู้ลิเวอร์พูล ผมก็อยากจะได้คนที่เข้าใจว่าเหล่าค็อปไพท์นั้นคาดหวังว่าจะมีใครสักคนที่นำปรัชญาการเล่นแบบที่เคยคุ้นกลับมาอีกครั้ง

คนที่เข้าใจใน “ตัวตน”​ของลิเวอร์พูล อย่างแท้จริง

ในจุดนี้ ฮอดจ์สัน ต้องพิสูจน์ตัวเองอีกมากครับ ในฐานะที่ไม่ใช่ “สายเลือด” ของสโมสร และก็ไม่ได้มีเอกลักษณ์ในการทำทีมที่น่าตื่นตาตื่นใจ ที่จะสามารถพิชิตหัวใจของแฟนบอลได้ อีกทั้งผลงานในการคุมทีมยักษ์ใหญ่อย่าง อินเตอร์ มิลาน ก็ไม่ได้น่าประทับใจนัก

อีกทั้งผมเองก็คิดว่า ฮอดจ์สัน ไม่น่าจะอยู่กับลิเวอร์พูลยาวนัก

สิ่งหนึ่งที่ผมพอจะมองเห็นสัญญาณที่ดีก็คือ การที่ ฮอดจ์สัน พูดว่าสิ่งที่สำคัญมากกว่าคำพูดคือการกระทำ

อย่างน้อยที่สุดเขาก็น่าจะมีความตั้งใจจริงที่จะมาเพื่อ “ช่วยเหลือ”

ณ เข็มนาฬิกาเดินไป เราไม่อาจรู้ได้ว่าลิเวอร์พูล ในยุคนี้จะเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน จะเล่นแบบไหน จะเน้นความแน่นอน ประสิทธิภาพหรือจะมีเซอร์ไพรซ์กับการปัดฝุ่นปรัชญาอมตะกลับมาอีกครั้ง

เช่นกันกับคำถามสำคัญว่าจะเหลือใครให้เราฝากความหวังได้บ้าง

แต่คำถามเหล่านั้นเราเก็บไว้ในใจก่อนได้ครับ สิ่งที่ควรจะทำก็คือการให้ “โอกาส” และ “กำลังใจ” โดยเฉพาะในยามที่เมฆหมอกทมิฬยังปกคลุมเช่นนี้

ยินดีต้อนรับสู่แอนฟิลด์ ท่านผู้วิเศษแห่งครอยดอน ด้วยหวังว่าจะช่วยปัดเป่าเวลาอนธการและนำแสงสว่างแห่งความหวังกลับคืนสู่พวกเราอีกครั้ง :)

Tags: ,

7 Responses to “friday and a Koppuccino: ผู้วิเศษแห่งครอยดอน กับภารกิจชุบชีวิตลิเวอร์พูล”

  1. ozzyii says:

    :) ไม่ใช่ผู้จัดการทีมในดวงใจเท่าไหร่ แต่เมื่อมาแล้วก็ให้กำลังใจกันเต็มที่ สู้ ๆ ครับ ป๋ารอย …

  2. jigkogt says:

    You’ll Never Walk Alone” ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน แล้้วคอยดูกัน ‘พ่อมดแห่งครอยดอน’

  3. laserlover says:

    แต่ผมคิดว่ารอยจะทำได้ดีกับลิเวอร์พูลนะครับ
    เค้าดูเหมือนคนที่ปรับตัวเข้ากับองค์กรต่างๆได้ดี นั่นแสดงถึงทัศนคติรวมถึงมนุษยสัมพันธ์ที่ดีมากๆ
    ถ้าเค้าปรับตัวเข้าหาวีถีของลิเวอร์พูลได้ ใครจะรู้ล่ะครับ เราอาจจะได้เครื่องจักรสีแดงกลับมาใหม่นะครับ
    ปัญหาก็คือสตาร์ที่ออกไปจะถูกชดเชยด้วยใครนั่นแหละ ที่น่าลุ้นเสียยิ่งกว่าอะไร

  4. Alcoholiday says:

    เมื่อเช้าดูเรื่องเล่าฯ สรยุทธพูดประโยคนึงว่า “เมื่อก่อนลิเวอร์พูลมีข่าวกับ บีย่า ซิลบา แต่ตอนนี้มีข่าวกับเมอร์ฟี่ แดมพ์ซี่ กิลเบอร์โต้” สำหรับเงินของลิเวอร์พูลตอนนี้ฮอดจ์สันถือว่าเหมาะสมกับลิเวอร์พูลมากที่สุดแล้ว ความหวังอย่างเดียวของลิเวอร์พูลที่อยากจะประสบความสำเร็จเร็วไวคือเจ้าของใหม่เงินหนาเท่านั้น ความหวังรองลงมาคือการวางรากฐานที่แข็งแกร่งต่อไปในอนาคต แชมป์ที่รอคอยแม้จะยาวนานจนอาจไม่เจอแต่อย่างน้อยก็ยังมีหวังเสมอ ยังไงบาเบลก็ยังอยู่ ;)

  5. livercool says:

    เค้าอาจจะเปลี่ยนแปลงได้ดีก็ได้ครับ เค้าอาจจะเปลี่ยนสไตลเมื่อทีมเปล่ยนไปก็ได้หรือเปล่า
    เมื่อก่อนเค้ามี กองหน้าระดับท็อปของทวีปอเมริกา อย่าง เดมซี่ แต่ตอนนี้ เค้ามีกองหน้าระดับโลกอย่าง ตอเรส
    เค้าอาจจะอยากเริ่ม หรือ อาจจะเป็นคนที่อยากทำทีมสไตล์บุก แต่ด้วยปัญหาเรื่องผู้เล่นจึงต้อง ถ่อม ตน หรือเปล่า
    ตรงนี้ผมว่าต้องรอดูต่อไปครับ

    คิดในทางที่ดี เราก็เหมือนมี แผนรอไว้ สองแผน แผนแรก ถ้าสตาดังยังอยู่ ก็จะได้ใช้ขุมพลังที่สุดยอดจากยอดฝีมือ
    แต่ถ้าขุมพลังเราต้องย้ายออกไป ทีมเราก็ยังไม่หลังหัก เพราะเป้นคนที่ใช้คนเป็น ใช้นักเตะระดับทั่วไปเป็น

    สู้ๆครับ

  6. iAomoholic says:

    เป็นกำลังใจให้ครับ.. อยากเห็นลิเวอร์พูลกลับมาโบยบินอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง ^^

  7. wirul says:

    ผมว่าในสถานการณ์แบบนี้ รอย ฮอดจ์สันเหมาะที่สุดแล้วครับ ให้เค้าพยายามดึงลิเวอร์พูลกลับสู่เส้นทางก็พอแล้ว ยังไม่ต้องถึงขนาดแชมป์พรีเมียร์หรอก ขอแค่ให้คนอื่นมองว่า เฮ้ย แม่งเจอลิเวอร์พูล น่ากลัวว่ะ ลุ้นเสมอก็พอ เหมือนเมื่อก่อน ปัจจุบันนี้ผมว่าบางทีมมองว่า เจอลิเวอร์พูลได้ลุ้นสามแต้ม อย่างน้อยๆ ได้แต้มนึงแน่ๆ เนี่ยแหละครับ ขอให้รอย ฮอดจ์สันทำให้ได้ ผมรักลิเวอร์พูลเสมอ และจะรักตลอดไป

Leave a Reply

Categories

Archives

สมัครสมาชิก/Log in-Log out