friday and a Koppuccino: แล้งไร้และใบใหญ้า
Mon, Feb 8, 2010
เสน่ห์อย่างนึงสำหรับเกมฟุตบอลยุคใหม่อยู่ที่ระบบการคิดคะแนนแบบ 3 คะแนน ที่ทำให้สถานการณ์ในการแข่งขันมีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างง่าย
จากย่ำแย่กลายเป็นยอดเยี่ยม และจากยอดเยี่ยมก็กลายเป็นย่ำแย่ได้เช่นกัน
การกลับมายึดอันดับ 4 ได้อีกครัั้งของ ลิเวอร์พูล นอกเหนือจากฟอร์มการเล่นที่ดีขึ้นชัดเจนแล้ว ก็ต้องขอบคุณระบบ 3 แต้มด้วยเช่นกันที่ทำให้สามารถกลับมาได้ค่อนข้างเร็วกว่าที่คาดไว้
ก่อนหน้านี้ผมคาดเอาไว้ว่ากว่าที่ ลิเวอร์พูล จะกลับมายึดอันดับ 4 ได้จริงจังน่าจะอยู่ที่ราวปลายเดือน มี.ค. หรืออาจจะล่วงไปถึงเดือน เม.ย. เลยด้วยซ้ำไป เนื่องจากด้วยระยะห่างของคะแนนและด้วยฟอร์มการเล่นของทีมที่ยังไม่เข้ารูปเข้ารอยนัก
แต่จากผลงานชนะ 5 เสมอ 2 ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมาก็ทำให้ ลิเวอร์พูล กลับมาอยู่ ณ จุดที่ควรจะยืนอยู่ได้อีกครั้ง
แน่นอนครับว่ามันไม่มีอะไรที่ “การันตี”ได้ว่าเราจะยึดตำแหน่งนี้ไปได้อีกนานแค่ไหน
แต่ผมรู้ว่าเมื่อเราอุตส่าห์ “ยึด” ของที่เราต้องการมาได้แล้ว คงไม่ยอมที่จะปล่อยหลุดมือไปง่ายๆแน่นอน
เพราะงานนี้เดิมพันสูงถึงอนาคตความเป็นความตายของสโมสรเลยทีเดียว
สำหรับทิศทางที่ดีขึ้นของทีมนั้นไม่ได้ดีขึ้นพรวดพราด ในทางตรงกันข้ามกลับเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป
โดยจุดที่ทำให้ลิเวอร์พูล กลับมาทำผลงานได้ดีต่อเนื่องคือเรื่องของเกมรับที่กลับมากระชับเข้ารูปเข้ารอยอีกครั้ง
ตลอด 7 นัดที่ผ่านมา ตาข่ายของทีมกระเทือนแค่นัดเดียวเท่านั้นคือในเกมที่ถูก สโต๊ค ไล่ตีเสมอในช่วงนาทีสุดท้ายของเกมที่ บริทาเนีย สเตเดี้ยม
คนที่ถูกยกความดีความชอบให้เห็นชัดที่สุดคนแรกก็คือ “โซโต”คีร์กิยากอส กองหลังกรีซ ที่ย้ายมาพร้อมเครื่องหมายคำถามตัวใหญ่เท่าบ้าน เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นการเสริมทีมภาคบังคับที่ ราฟา ต้องตัดสินใจในยุคข้าวยากหมากแพง ลิเวอร์พูล ตกอยู่ในสภาวะถังแตกที่เลวร้ายถึงขีดสุด
ผมเองก็ตั้งเครื่องหมายคำถามกับกองหลังมาดมาเฟียอิตาลีคนนี้ครับ เพราะไม่เชื่อว่า โซโต จะเป็นการเสริมทีมที่ดีนักเมื่อคิดถึงวัยและฟอร์มในช่วงที่ผ่านมา และเมื่อคิดถึงการย้ายทีมที่เกิดขึ้นเพราะความ “จำใจ” ก็ยิ่งเกิดความคิดในแง่ลบมากขึ้นไปใหญ่
และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆครับในช่วงแรกที่ โซโต ลงสนาม เห็นเล่นแล้วพาลหัวใจมันจะวายให้ได้ เพราะนอกจากช้า เข้าบอลเงอะงะ จังหวะจะโคนไม่ได้ลื่นตาเลย ซึ่งแตกต่างจาก ซามี่ฮูเปีย ผู้จากไปที่ถึงจะช้า แต่่ “ทางบอล”นั้นแน่นกว่ามาก การตัดสินใจในเสี้ยววินาทีสำคัญเกิดความผิดพลาดน้อยมาก
ดังนั้นการที่ โซโต ใช้โอกาสในช่วงที่ทีมจำเป็นต้องโยก เจมี่ คาร์ราเกอร์ ออกไปยืนแบ็กขวาเพราะ เกล็น จอห์นสัน บาดเจ็บต้องพักยาว และสามารถยึดตัวจริงต่อเนื่อง สร้างผลงานที่ประทับใจได้ ผมยอมรับครับว่าเซอร์ไพรซ์
ไม่ได้เซอร์ไพรซ์ธรรมดาด้วย ต้องบอก “บิ๊กเซอร์ไพรซ์” เลยทีเดียว
ความแข็งแกร่ง เด็ดเดี่ยว ถึงลูกถึงคนของ โซโต ค่อยๆเสริมความแข็งแกร่งให้หัวใจในแนวรับของทีมที่แตกสลายจากความผิดพลาดที่มีมาตลอดฤดูกาล จนกลับมาแข็งแกร่งเป็นปึกแผ่นเดียวกันได้อีกครั้ง
ผลงาน 7 นัดเสีย 1 ประตูย่อมแทนคำตอบที่ชัดเจนได้มากอยู่ครับ
คนอื่นๆที่หลุดฟอร์มไปหมดไล่ตั้งแต่ คาร์ร่า, สเคอร์เทล หรือแม้แต่ อินซัว ก็เริ่มเรียกฟอร์มและความมั่นใจกลับมาได้ โดยเฉพาะคนแรกและคนหลังที่ค่อยๆดูดีขึ้นจนเกือบจะกลับมาไว้ใจได้อีกครั้ง
เมื่อเกมรับซึ่งเป็น “รากฐาน”ของทีม “แน่น” มันก็ถูกต่อยอดนำไปสู่ส่วนอื่นๆของทีมที่ค่อยๆฟื้นตัวจากฤดูกาลที่โหดร้าย
จากเดิร์ค เคาท์ ไปถึงสตีเฟ่น เจอร์ราร์ด, อัลเบิร์ต ริเอร่า, ฮาเวียร์ มาสเชราโน่, เปเป้ เรน่า และล่าสุดแม้กระทั่ง ไรอัน บาเบิล ก็ดูมีสัญญาณที่ดีเช่นกัน
ไม่ต้องสงสัยอีกแล้ว - ลิเวอร์พูล กำลังกลับมาครับ
อย่างไรก็ดีในการกลับมาครั้งนี้ ราฟา จำเป็นต้องนำทีมผ่านบททดสอบที่ยากที่สุดในฤดูกาลนี้ให้ได้
ต่อจากศึกเมอร์ซี่ย์ไซด์ ดาร์บี้แมตช์ ราฟา ต้องพาทีมไปเยือนทั้ง อาร์เซนอล และ แมนเชสเตอร์ซิตี้ ที่คงไม่ต้องอธิบายให้มากความนักก็น่าจะเข้าใจว่า 2 นัดนี้มีความหมายแค่ไหน
กันเนอร์ส อยู่ในอันดับ 3 เวลานี้ตามหลังจ่าฝูงไกลถึง 9 แต้มหลังแพ้ต่อทั้ง แมนฯยูไนเต็ด และ เชลซี แบบหมดรูป แน่นอนว่าพวกเขาต้องการชัยชนะให้เร็วที่สุดเพื่อกลับสู่เส้นทางการลุ้นแชมป์อีกครั้ง
อาร์แซน เวนเกอร์ ย่อมรู้ดีว่าหากแหกโค้งต่อในเกมกับลิเวอร์พูล นั่นหมายถึงประตูห้องเก็บโทรฟี่ของสโมสรน่าจะถูกล็อกตายไปอีกปีเพราะไม่มีอะไรไปใส่เพิ่ม
เช่นกันในเกมกับ ซิตี้ โรแบร์โต้ มันชินี่ ย่อมรู้ดีว่าหากพวกเขาต้องการจะก้าวมาเป็นทีมท็อปโฟร์จริงๆก็ไม่มีอะไรที่จะประกาศตัวได้ดีกว่าการชนะทีมจากท็อปโฟร์ด้วยกันเอง
เอล บอส ผู้ผ่านหัวโค้งแห่งโชคชะตาและวิกฤติศรัทธาที่เลวร้ายที่สุดมาได้แล้ว รู้และเข้าใจเช่นกัน โดยยอมรับในช่วงก่อนหน้านี้ว่า 3 นัดนี้ (เอฟเวอร์ตัน,อาร์เซนอล, แมนฯซิตี้) จะเป็นช่วงสำคัญที่สุดของลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้
โดยส่วนตัวผมเองไม่อยากหวังสูงเกินไปนัก แต่ก็อดคิดในใจไม่ได้เช่นกันว่า ราฟา น่าจะมองไปถึงชัยชนะทั้ง 2 นัดเพื่อเปลี่ยนเป้าหมายในช่วงที่เหลือของฤดูกาล
จากการ “แย่งที่ 4 คืน”ที่บรรลุเป้าหมายแบบไม่เป็นทางการในขณะนี้ ไปสู่การ “ยึดที่ 4 ให้มั่นคง”
และอาจต่อยอดไปถึงการ “ชิงที่ 3” ได้ด้วยซ้ำไป
ระยะห่าง 5 แต้มกับอาร์เซนอล มีโอกาสจะลดหลั่นเหลือ 2 แต้มได้หาก ลิเวอร์พูล บุกไปล้างแค้นได้ที่ เอมิเรตส์สเตเดี้ยม
ถ้าระยะห่างถูกลดหลั่นมาขนาดนั้นจริง การที่เราจะหวังไกลก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไรครับ
ในทางตรงกันข้ามหาก ลิเวอร์พูล กลับมาจาก เอมิเรตส์ ด้วยความพ่ายแพ้เป็นนัดที่ 8 ของฤดูกาล ระยะห่างจะถูกทิ้งไปเป็น 8 แต้มซึ่งนอกจากจะทำให้โอกาสชิงที่ 3 เป็นเรื่องยากพอๆกับปาฏิหารย์
อันดับ 4 ที่ยึดไว้ในขณะนี้ก็จะเผชิญกับความไม่มั่นคงเช่นกัน โดยเฉพาะต่อสภาพจิตใจที่อาจกลับมา “เขว” ได้อีกครั้ง
และถ้าไปเขวที่ ซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ แล้วล่ะก็?
ดังนั้นใน 2 เกมข้างหน้า ผมเชื่อว่า ราฟา คงไม่มองไปที่การรักษาตัวรอดให้ทีมกลับมาแบบไม่บอบช้ำเท่านั้น แต่น่าจะมองไปที่ 6 แต้มเต็มไว้ก่อน
เพราะคนเราหากจะคิดการณ์ใหญ่ก็ต้อง “ใจถึง”ครับ จะมัวทำเป็น “คนเจียมตัว” ตลอดเวลาไม่ได้
เพียงแต่จะทำอย่างไรให้ได้ 6 แต้มมาจาก เอมิเรตส์ และ ซิตี้ ออฟ แมนเชสเตอร์ก็เป็นอีกเรื่องนึงที่จะต้องมีการกำหนด “เกมแพลน” ที่จะต้องไม่ “ลำพอง” กับผลงานช่วงที่ผ่านมาจนเกินไป
รายละเอียดส่วนอื่นๆ ก็ว่ากันไป โดยเฉพาะเกมรับที่จะมีการเปลี่ยนแปลง โดยจะเป็น มาร์ติน สเคอร์เทล ที่ได้ลงคู่กับ ดาเนี่ยล แอกเกอร์แทน ซึ่งคู่นี้คืออนาคตของลิเวอร์พูล ที่หากสอบผ่านสองเกมนี้ เราก็พอจะหวังถึงวันข้างหน้าที่ดีได้ครับ
อย่าลืมว่าในฤดูกาลนี้เรายังไม่ได้เห็น ลิเวอร์พูล ในแบบที่คาดหวังเอาไว้เลยแม้แต่น้อย
เรายังมีคนที่มี “ศักยภาพ”พอที่จะฝากความหวังได้อีกทั้ง อัลแบร์โต้ อาควิลานี่, เกล็น จอห์นสัน, ไรอัน บาเบิลและ มักซี่ โรดริเกวซ ที่ยังรอวันจะเปล่งประกายขึ้นมาเมื่อถึงเวลาอันสมควร
แม้ปีนี้จะไม่ใช่ปีของเรา และรู้ทั้งรู้ว่าทีมต้องเผชิญวิบากเวรเรื่องการเงินไปอีกนาน
แต่คนเราถ้ามี “ความหวัง”
ต่อให้เห็นผืนดินที่แล้งไร้ เราก็ยังเชื่อว่าจะมีใบหญ้าผุดขึ้นมาเป็น “ประทีป” นำทางในจิตใจครับ
Tags: Scouse


ขอบคุณสำหรับบทความนะคับ .. เสียดายโซโตคับ กำลังเล่นได้ดีเลย น่าจะได้ลงเล่นใน 2 นัดนี้
ชอบการออกบอลของ มักซี่ มากๆ ให้บอลฉลาด แม่น และเล่นต่อง่าย
ผมกลัวสเคอเทลแป๊กอ่ะดิ
เจอทีเด็ด อาชาวินเข้าไป
ยุ่งแน่ๆ
การที่เรากลับมาเข้ารูปได้ ก็ต้องยกความดีความดีความชอบให้กับคีร์กิยากอส
เพราะตั้งแต่เอาลงมา เรารับมือกับลูกเซทพีชได้ตลอดเลย
คีร์กิยากอส เก็บลูกกลางอากาศได้หมด
บทพิสูจน์ของสเคอเทลที่ต้องมาเล่นแทนผมว่าหนักมากถึงมากที่สุด
บังบอลไม่ค่อยดี หลุดตำแหน่งมากไปหน่อย
ผมว่า นัดหน้าเราเสมอกลับมาได้ ก็สุดยอดที่สุดแล้วครับ
อย่าลืมว่า อาเซนอล ไม่ใช่ทีมที่เล่นด้วยง่ายๆเลย
การต่อบอลของพวกเขามีประสิทธิภาพมากๆ
วัดกันที่แดนกลาง เราไม่สู้เขาเลยซักนิด
การมีลูคัส เป็นตัวกรอง หรือจ่ายบอล ไม่มีประสิทธิภาพมากพอ
วัดใจครับ วันพุธกลับมาระบายความอึดอัดกันได้เลย
ผมว่าเราไม่ชนะหรอก เสมอก็เก่งมากแล้ว
หากชนะจริง ผมจะนับถือราฟาเลย
เพราะจากเกบประสบการณ์สองฤดูกาล ไม่รวมฤดูกาลนี้
ลิเวอร์พูล ทำแต้มสำคัญแบบนี้หลุดลอยไปหมด
ทั้งที่ต้องชนะ เพื่อยึดจ่าฝูง แต่เรากลับทำได้แค่เสมอ
และพอเวลาที่เราต้องการแค่ผลเสมอ
เรากลับแพ้
มันไม่อาจโทษนักเตะแต่ฝ่ายเดียว แต่ทุกครั้ง โชคไม่ได้อยู่ข้างเรา
หนักแน่ครับ เกมกับปืนโต ผมละเสียวโดยเฉพาะอาร์ชาวิน รู้สึกหลอนๆ กับชื่อนี้
การขาดคีร์ยากอส ที่กำลังมั่นใจ ผมว่าน่าจะส่งผลกับทีมแน่นอนครับ โดยเฉพาะเกมรับ
ส่วนแดนกลางผมว่าน่าจะเป็นชุดที่ลงกับเอฟแน่เลย โดยเฉพาะลูคัส เหอๆ ผมนะอยากเห็น แดนกลางที่ไม่มีลูคัส ขวามักซี่ ซ้ายริเอร่า กลาง เจิด อาควิ มาสเช หน้าให้เคาท์ก็ได้ ยังแกร่งกว่าเอ็นโก เยอะครับ ไม่รู้เมื่อไรจะได้เห็นอย่างที่คิดซะที อยากรู้ว่าจะออกมาดีกว่าเดิมไม๊น่ะครับ ลุ้นกันครับ เตะกลางสัปดาห์ด้วย นอนดึกอีกแล้วครับ
สู้ๆ ครับ หงส์แดง
ผมเชื่อเล็กๆครับ ว่าเราจะชนะ
ทีมชอบบุกอย่างอาเซน่อล เจอทีมเราที่พอจะสวนอย่างมีประสิทธิภาพ
ผมเชื่อว่าทีมให้บุกนวดๆต่อเนื่องนั้นทำไรไม่เคยได้ แต่เราสวนพอได้ครับ
จริงๆอยากบอกกับตัวเองว่าอย่าหวังไรมาก เพราะกลัวเจ็บ(ฮ่า)
แต่พอถามตัวเองดีๆ มันโกหกไม่ได้ครับครับที่จะหวังถึงชัยชนะ
สัปดาห์ที่ผ่านมา เราพลิกกลับมาชนะได้ รวมทั้ง แมนซิกับปืนแพ้, สเปอร์กับวิลล่าเสมอ
ตอนนี้ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในมือเราแล้ว
อยู่ที่ว่าเราจะรักษามันไว้ได้รึเปล่า
กล้าดีอย่างไรที่ไม่เอ่ยชมลูคัส !!
- เกมนี้ไปเยือน เสมอก็เก่งแล้วครับ (ถ้าแพ้จะโดนทิ้ง 8 แต้ม เสมอเพื่อรักษาระยะห่าง)
- คงต้องอัดกลางให้แน่นไว้ก่อน เล่นรับแล้วโต้กลับ อย่างที่เซอร์บอกน่อลมีจุดอ่อนที่พื้นที่ระหว่างกลางกับหลังเยอะ เมื่อโดนโต้กลับ
- เกมแบบนี้ผู้เล่นอย่างลูคัสน่าจะเป็นประโยชน์ เนื่องจากต้องใช้ตัดบอลบีบให้กลางน่อลเ่ล่นยาก
ส่วนอย่างคียากอส ไม่น่าเหมาะกับเกมนี้ เนื่องจากน่อลไม่เล่นโยน และน่าจะช้ากว่าหน้าน่อล
(แต่เป็นห่วงสเคอร์เทลอ่ะ T.T)
- หนักแน่ครับ เกมนี้ อย่าลืม เวนเกอร์รู้วิธีเล่นกับเราเสมอ และเกมเราก็ยังคุณภาพไม่เท่าแมนยูกับ เชลซี
ไม่คาดหวัง ไม่กล้าหวัง อะไรอีกแล้วครับ
แม้จะเล่นดี ก็ขอดูนัดต่อนัด ปัญหายังไม่หมด คาดว่าจะบินสูงยังยากอยู่
ทำใจเผื่อเอาไว้ จะได้ไม่เจ็บหนัก
คนอื่นคอมเมนต์หมดแล้ว^^