A A
RSS

Guillem Balague: เม็ดเงินลงทุนก้าวแรกของแผนการ 5 ปี [Must Read!]

Mon, Feb 1, 2010

Melwood

42-22100973

Guillem Balague ออกมาวิเคราะห์สถานการณ์ของลิเวอร์พูล ได้น่าสนใจอีกครั้งครับ หลังจากที่ไม่กี่วันก่อนออกมาการันตีว่า “หัวใจของราฟา” อยู่ที่แอนฟิลด์แน่นอน

ในบทความชิ้นนั้นมีการอ้างถึงบทสนทนาระหว่างตัวเขากับผู้บริหารระดับสูงของลิเวอร์พูล ที่ไม่อาจเปิดเผยนาม (แต่คาดว่าเป็น คริสเตียน เพิร์สโลว หรือ เอียน แอร์ คนใดคนหนึ่งแน่นอน) ว่าได้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องแผนการหาเงินลงทุน 100 ล้านปอนด์ที่จะเป็น “กุญแจสำคัญ”​สำหรับการรั้ง ราฟา เบนิเตซ เอาไว้ที่แอนฟิลด์ต่อไป

วันนี้ Balague มีการเปิดเผยรายละเอียดและวิเคราะห์สถานการณ์เอาไว้ได้อย่างน่าอ่านมากครับ ผมคิดว่าแฟนหงส์ไม่ว่าจะคนไหนก็ควรจะต้องอ่านไว้เพื่อจะได้เห็น “ทิศทาง” ของสโมสรในอนาคตข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร เม็ดเงินลงทุนดังกล่าวสำคัญมากน้อยแค่ไหน และมันสำคัญต่ออนาคตของ ราฟา รวมถึงอนาคตของทีมอย่างไร

ไปติดตามดูนะครับ :)

Guillem Balague:

เรามีการเปิดประเด็นพูดคุยกันอย่างสนุกสนานในเว็บไซต์ของเราในช่วงหลายวันที่ผ่านมา จากบทความเมื่อไม่กี่วันก่อนของผมที่พูดถึงเรื่องของการลงทุนในอนาคตของทีมลิเวอร์พูล มีแฟนๆหลายคนสอบถามมาถึงรายละเอียดของแผนการดังกล่าวว่าที่ผมได้เข้าพบกับผู้บริหารระดับสูงในแอนฟิลด์ นั้นเป็นอย่างไร

โดยที่ไม่ได้ทำการเปิดเผยข้อมูลความลับขั้นสุดยอด ผมสามารถบอกได้เกี่ยวกับรายละเอียดในการพูดคุยกับผู้บริหารของลิเวอร์พูล ในรายละเอียดเรื่องแผนการ 5 ปีที่มีการเอามาให้ผมดู ซึ่งทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับเรื่องของ “ความมั่นคง” เป็นหลัก

มีการยืนยันว่าเงินลงทุน 100 ล้านปอนด์นั้นมีความเกี่ยวข้องในฐานะการเป็น​“ก้าวแรก”​ของแผนการดังกล่าว และมีการรับประกันว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะเข้ามายังสโมสรในช่วงก่อนสิ้นสุดฤดูกาล ซึ่งชัดเจนว่าไม่ว่าเงินดังกล่าวจะเข้ามาจริงหรือไม่ แต่มันก็จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อก้าวต่อไปของแผนการ

ถ้าเงินลงทุนเข้ามา หุ้นในมือของ จิลเล็ตต์ และ ฮิคส์ ก็จะถูกลดลงไป - แต่ถ้าไม่เงินรายได้ของสโมสรก็จะขึ้นอยู่กับจำนวนหนี้สินที่เหลืออยู่ และมันก็จะเป็น “กรอบ” ที่จำกัดสโมสรเอาไว้อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

หากปราศจากเม็ดเงินลงทุนและสโมสรต้องตกอยู่ในสถานะถูกจำกัดทางการเงิน ในความเห็นของผมแล้ว ลิเวอร์พูล​(และแฟนๆ) ก็ไม่อาจจะคาดหวังได้ถึงการจบฤดูกาลเป็นทีมอันดับที่ 4 ได้อีก เรื่องนี้ผมได้รับการอธิบายมา โดยเป็น “ความเชื่อในหมู่ของผู้เชี่ยวชาญทางการเงินในอุตสหากรรมฟุตบอล”​ว่ามันมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันระหว่างจำนวนค่าเหนื่อยที่สโมสรจ่ายออกไปกับระดับที่สโมสรจะสามารถคาดหวังในการแข่งขันได้ (กล่าวคือจ่ายมากได้ลุ้นมาก - ลูกแม่กิ่ง) เชลซี แมนฯ​ยูไนเต็ด และ อาร์เซนอล ต่างมีเพดานค่าเหนื่อยที่สูงกว่าที่แอนฟิลด์ รวมถึง สเปอร์ส และ แมนฯ​ซิตี้ ก็ไต่ระดับขึ้นมาเทียบเท่ากับ ลิเวอร์พูล ในเวลานี้ มันก็เป็นถือเป็นมุมมองที่เป็นกลางมากพอที่จะบอกว่าเรื่องจะการันตีท็อปโฟร์มันก็เป็นไปไม่ได้อีก คิดเหมือนกันไหมครับ?

นี่คือสิ่งที่มีการพูดคุยกันแล้วว่ามีส่วนเชื่อมโยงกัน ไม่ใช่โดยเจ้าของสโมสรชาวอเมริกัน แต่เป็นผู้อำนวยการที่ทาง RBS (รอยัล แบงค์ ออฟ สกอตแลนด์ เจ้าหนี้ของลิเวอร์พูล) ให้แต่งตั้งเข้ามาเพื่อทำการดูแลยุทธศาสตร์การเงินของสโมสร ซึ่งแม้โดยธรรมชาติแล้วคนพวกนี้ก็ต้องพยายามโน้มน้าวใจให้ทุกคนเชื่อมั่นใจความคิดและวิสัยทัศน์ของพวกเขา​(ก็เหมือนเซลแมน - ลูกแม่กิ่ง) แต่ว่าจากการที่ได้พูดคุยโดยส่วนตัว ผมได้รับการชักจูงในเชื่อว่า หากมีเม็ดเงินลงทุนที่จำเป็นอย่างมากเข้ามา สโมสรก็จะกลับมาอยู่ในความปลอดภัยอีกครั้ง

สำหรับเม็ดเงินลงทุน 100 ล้านปอนด์นั้น ยังจะมีส่วนช่วยในเรืื่องของการลงทุนสร้างสนามใหม่ (ที่จะมีมูลค่า 350 ล้านปอนด์) ในขณะเดียวกันก็จะช่วยในเรื่องของการเพิ่มความน่าเชื่อถือในการขอกู้เงินและขอเม็ดเงินลงทุนเพิ่มเติมจากธนาคารด้วย​(คือตอนนี้สภาพทางการเงินของสโมสรย่ำแย่ สภาพคล่องไม่มี ทำให้แบงค์ไม่ไว้ใจ - ลูกแม่กิ่ง)

ผมขอต่อไปถึงอีกคำถามจากแฟนๆที่สอบถามมาว่าเงิน 100 ล้านปอนด์ที่ว่านี้จะมีให้ใช้จ่ายในการเสริมทีมมากน้อยแค่ไหน? คำตอบก็คือในระยะสั้น คงจะเป็นไปได้ยากที่แฟนๆจะได้เห็นว่าสโมสรมีอำนาจในการซื้อผู้เล่นที่มากขึ้น อย่างไรก็ดี ในระยะยาวสโมสรจะอยู่ในสถานภาพทางการเงินที่แข็งแกร่งขึ้นและเมื่อถึงเวลานั้นงบประมาณของสโมสรก็จะเพิ่มขึ้นเอง ยกตัวอย่างเช่น แผนการดังกล่าวก็เพื่อการหารายได้เพิ่มจากค่าเข้าชมในสนามใหม่ที่จะทำให้กำไรของสโมสรเพิ่มเป็น 2 เท่าจากของเดิม 45 ล้านปอนด์ ซึ่งมันก็จะกลับมาเป็นตัวเลขงบประมาณในการซื้อขายผู้เล่นที่เพิ่มขึ้นเอง รวมถึงกลับมาในรูปแบบอื่นๆด้วย

ถ้าถามว่าแผนการดังกล่าวนั้นจะสามารถจูงใจให้ ราฟา เบนิเตซ ฝากอนาคตเอาไว้ที่ ลิเวอร์พูลได้หรือเปล่า? แน่นอนว่าจูงใจได้แน่ และความเป็นจริงก็ได้มีการเตรียมแผนการสำหรับการทำทีมในระยะสั้นและระยะกลางเอาไว้เรียบร้อยแล้ว โดยราฟา จะดึงผู้เล่น 2-3 รายที่เลือกไว้และสามารถย้ายทีมได้อย่างไม่มีค่าตัวในช่วงปิดฤดูกาล (มารูยาน ชามัค, มิลาน โยวาโนวิช - ลูกแม่กิ่ง) ราฟา ยังจำเป็นต้องจัดการโละผู้เล่นบางคนที่ไม่มีความสุขออกไปในค่าตัวที่ค่อนข้างต่ำ (ไรอัน บาเบิล, ฟิลิปป์ เดเก้น และอาจรวมถึงฮาเวียร์ มาสเชราโน่ - ลูกแม่กิ่ง)เพื่อที่จะนำเงินดังกล่าวมาหมุนกลับเข้ามาสู่ทีมอีกครั้ง เรื่องนี้ผู้บริหารก็พูดไปในแนวทางเดียวกัน

แฟนๆลิเวอร์พูล เองก็คงจะจับสัญญาณได้ว่าการเซ็นสัญญาแบบไม่มีค่าตัวจะมีบทบาทสำคัญสำหรับการซื้อผู้เล่นมาเสริมทีมในช่วงซัมเมอร์นี้ แต่มันก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ราฟา กำลังพยายามทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบและอดทน และพยายามคิดเผื่อไปในกรณีที่หากไม่มีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาเสริม หรือว่างบประมาณในการทำทีมของเขาอาจจะไม่เพิ่มขึ้นอย่างที่คาดไว้

มันยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นด้วยว่า ถึงแม้จะมีความสนใจจาก ยูเวนตุส แต่ราฟา ก็มีการวางแผนอนาคตไว้ที่ลิเวอร์พูล และในความคิด และหัวใจของเขาในเวลานี้ยังผูดติดกับแอนฟิลด์ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นในเรื่องของเม็ดเงินลงทุนจากภายนอก ถ้าหากสโมสรมีเม็ดเงินลงทุนเข้ามาเสริมอีก 100 ล้านปอนด์จริง และสนามใหม่เริ่มก่อสร้าง ถึงตรงนั้น ราฟา ก็จะสามารถสร้างทีมที่มีความแข็งแกร่งสู้กับ ยูไนเต็ด และ เชลซีได้ แต่ถ้ามันไม่เป็นอย่างนั้น เป้าหมายก็คงจะต้องเป็นการพยายามรักษา 11 ขุนพลชุดแรกให้สามารถขับเคี่ยวกับคู่แข่งได้มากที่สุด ในขณะที่ต้องพยายามทำให้มั่นใจได้ว่านักเตะชุดสองจะดีเท่าที่เป็นไปได้ในสถานการณ์แบบนี้

Tags: ,

4 Responses to “Guillem Balague: เม็ดเงินลงทุนก้าวแรกของแผนการ 5 ปี [Must Read!]”

  1. pizza_peach says:

    โอ้ว ขอบคุณที่แปลอะไรดีๆมาให้อ่านครับ

  2. the kop'75 says:

    ราฟาเขาเหมาะที่จะทำงานฝ่ายบริหารดีนะ
    สุขุม เยือกเย็น

  3. free_look_mode says:

    thank you ^^

  4. harry_picker says:

    ดูมันแร้นแค้นยังไงไม่รู้ทีมเรา แต่ดูจากผู้เล่นในทีม ถ้าราฟาจัดวางตัวหรือแทกติกไม่ทะแม่งเหมือนที่ผ่านมา ผมว่าเราก็น่าที่จะสู้กับผีหรือหอยได้นะ เงินมันอาจจะส่วนนึง แต่การรีดฟอร์มนักเตะในทีมที่มีอยู่ผมว่าอันนี้ต่างหากที่ทำให้ทีมเรายังแกว่ง ๆ

Leave a Reply

Categories

Archives

สมัครสมาชิก/Log in-Log out