[บทความพิเศษ] ฌอง-ฟรองซัวส์ เลส์ซิเนล: ได้โปรดช่วยเฮติด้วย
Thu, Jan 21, 2010
Credit : Sportinter.com
ฟุตบอลมุมป้าน
by ลูกแม่กิ่ง (lookmaeking@hotmail.com)

ฌอง-ฟรองซัวส์ เลซิเนล
ฌอง-ฟรองซัวส์ เลส์ซิเนล ไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์จากที่ไหน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะไม่มีใครรู้จักนักฟุตบอลของทีมระดับดิวิชั่นล่างๆอย่าง สวินดอน ทาวน์ คนนี้
แต่ในฐานะของนักเตะชนชาวเฮติ ที่กำลังรอคอยข่าวคราวของน้องสาววัย 11 ปีอยู่อย่างใจจดจ่อ หลังบ้านเกิดถูกธรณีพิโรธจนกลายมหาโศกนาฏกรรมแห่งศตวรรษ
เสียงของเขาย่อมมีน้ำหนักและน่าฟังขึ้นมาอีกหลายเท่านัก…
ฌอง-ฟรองซัวส์ เลส์ซิเนล ยังคงรอคอยข่าวคราวอยู่ที่ สวินดอน ทาวน์ ไม่ว่าจะเป็นเสียงตามสาย หรือข้อความสั้นๆที่ส่งมาจากบ้านเกิดที่อยู่แสนไกล
ไม่ว่าจะเป็นข่าวดีหรือร้าย เขาทำใจรอคอยและเตรียมใจที่จะเผชิญหน้ากับมัน
“น้องสาวของผมหายตัวไปและบ้านของผมที่นั่นก็พังทลายลงอย่างไม่เหลือซาก” เลส์ซิเนล กล่าว “เรากำลังภาวนาเพื่อที่จะได้ยินข่าวดีจากทางนั้น”
เลส์ซิเนล เป็นนักฟุตบอลชาวเฮติคนเดียวที่เล่นอยู่ในเกาะอังกฤษ โดยแบ็กซ้ายวัย 23 ปีคนนี้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับแฟนสาวในแฟลตแห่งหนึ่ง
ชีวิตความเป็นอยู่ของ เลส์ซิเนล อาจจะไม่ได้สวยหรูเหมือนซูเปอร์สตาร์ระดับพรีเมียร์ลีกหลายๆคน แต่อย่างน้อยที่สุดเขาก็มีความสุขกับการได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก อยู่ในประเทศที่เป็นบ้านเกิดและต้นกำเนิดของฟุตบอล กีฬามหาชนที่ยิ่งใหญ่และทรงพลานุภาพมากที่สุดในโลก
แต่ในความคำนึงของมนุษย์ที่เชื่อว่าสิ่งใดที่สร้างขึ้นเพื่อเอาชนะธรรมชาติได้นั้นยิ่งใหญ่แล้ว เฉกเช่น ตึกสูงระฟ้ากลางทะเลทรายที่ดูไบ
เรามักจะได้ตระหนักว่าเราต่างตัวเล็กนิดเดียวทุกครั้งเมื่อธรรมชาติแสดงพลังที่ยิ่งใหญ่ให้เห็น
หายนะที่เฮติ ทำให้เลส์ซิเนล ไม่สามารถละสายตาและความสนใจจากจอโทรทัศท์ตรงหน้าได้ เพราะแรงสั่นสะเทือนระดับ 7.9 ริคเตอร์ ได้ทำลายเมือง ปอร์ โต แปรงซ์ ให้ราบพนาสูรในเวลาเพียงไม่ถึงชั่วยาม
ไม่มีใครรู้จำนวนผู้ที่เสียชีวิตทันทีในเหตุการณ์ และไม่มีใครรู้จำนวนผู้ที่รอคอยอย่างไร้ซึ่งความหวังอยู่ใต้ซากปรักหักพังในคืนวันที่ 12 ม.ค.
ที่เรารู้คือมีคนมากมายมหาศาลที่จมอยู่ในความมืดมิดอนธการ ไม่รู้เดือนรู้ตะวัน ไม่มีอาหารและน้ำดื่ม
และไม่มีความหวังที่จะมีชีวิตรอดต่อไป รอเพียงนาทีที่คมเคียวแห่งพญามัจจุราชจะมาปลิดชีพเท่านั้น
สำหรับ เลส์ซิเนล ในความโชคร้ายของความเสี่ยงที่จะสูญเสียน้องสาวไป เขายังพอมีโชคอยู่บ้างที่แม่ได้เดินทางกลับบ้านที่ประเทศฝรั่งเศส หลังกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดตั้งแต่เดือน พ.ย.
“เธอเพิ่งจะลับบ้านที่ฝรั่งเศส ในวันอาทิตย์ และรู้ว่าเธอโชคดีแค่ไหนที่ตัดสินใจแบบนั้น” ฌอง-ฟรองซัวส์ เปิดใจ
“แม่ของผมจะกลับไปที่ ปอร์โต แปรงซ์ ในช่วงสิ้นเดือน พ.ย. และพาเอริก้าไปด้วย แต่เอริก้า มีกำหนดที่จะกลับบ้านในสัปดาห์หน้า”
สำหรับเอริก้า เธอเป็นเด็กสาววัย 11 ขวบ ที่เป็นสมาชิกคนเล็กสุดของครอบครัวเลส์ซิเนล ที่มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน
“เอริก้า อยู่ที่บ้านของคุณยายที่เพิ่งจะเสียชีวิตเมื่อปีกลาย โดยมีน้าๆ 2 คนคอยดูแล และมีหลานชายและหลานสาวอยู่เป็นเพื่อน” เลส์ซิเนล เล่าต่อ
“คนที่อาศัยอยู่ใกล้ๆบ้านของเราบอกว่าบ้านถล่มไปแล้ว ผมเพิ่งคุยกับแม่เมื่อคืนนี้ เธอบอกว่าเพิ่งได้ข่าวว่าน้าของผม และหลานๆปลอดภัยดี แต่ว่าไม่มีข่าวคราวของ เอริก้าเลย ไม่มีใครรู้ว่าใครติดอยู่ในบ้านหรือเปล่า ไม่มีใครพบอะไรในซากปรักหักพังเวลานี้ ดังนั้นมันเป็นไปได้ที่เธออาจจะอยู่นอกบ้าน หรือบางทีเธออาจจะได้รับการดูแลจากใครที่เธอไม่รู้จักและเขาก็ไม่รู้จักเธอ นั่นคือสิ่งที่เรากำลังภาวนาหวังให้เป็นเช่นนั้น”
แต่ความจริงใช่เพียง เอริก้า เท่านั้นที่หายสาบสูญไป
ลุงของเขาอีก 3 คน รวมถึงคนรู้จักอีกมากมายได้หายไปด้วย ซึ่งแม้ภาษาอังกฤษของ เลส์ซิเนล จะไม่ค่อยดีนัก แต่ด้วยสีหน้า แววตา ท่าทาง และคำว่า “Very, very hard” มันได้บอกทุกอย่างในตัวของมันเอง
เด็กหนุ่มคนนี้กำลังตกอยู่ในวังวนของความเศร้าและมีเพียงคนเดียวที่จะช่วยเขาได้
เอริก้า…
“ผมไม่ได้เจอกับ เอริก้า มาสองปีแล้ว” เลส์ซิเนล เล่าเรื่องน้องสาวให้ฟังด้วยนัยน์ตาที่ไม่อาจซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ได้ “ครั้งสุดท้ายที่ผมได้เจอเธอ ผมบอกว่าผมจะกลับไปหาเธอในช่วงซัมเมอร์ แต่ว่าผมก็ไม่ได้ไป ผมพยายามคิดในแง่ดีว่า…ในขณะที่ผมกำลังดูทีวีอยู่ พวกเขาก็อาจจะหาเธอเจอแล้วก็เป็นได้ ดังนั้นผมยังรอข่าวดีอยู่”
สิ่งที่เลวร้ายสำหรับสถานการณ์ที่เฮติ คือสภาพความไม่พร้อมต่างๆนานาที่เป็นปัญหาที่ถูกหมักหมมละเลยในประเทศได้ปะทุขึ้นราวกับภูเขาไฟ ความเจ็บปวดของประชาชนที่ตกทุกข์ได้ยากเร่าร้อนไม่ต่างอะไรจากลาวา
น้ำตาของชาวเฮติ ไม่อาจกดสัญชาติญาณการเอาตัวรอดให้สงบลงได้ นั่นทำให้หลังปฐพีพิโรธ กลียุคก็ได้เกิดขึ้นตามที่ ปอร์โต แปรงซ์ - เมืองที่มีชื่อแปลได้เพราะๆว่า “ท่าของเหล่าเทวดา”
การสื่อสารที่ล้มเหลวก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญ เพราะในวิกฤติเช่นนั้น การไร้ซึ่งข่าวสาร ไม่ต่างอะไรจากการเดินคลำทางในที่มืดมิด ไม่รู้ทิศ ไม่รู้ทาง สิ่งที่ชาวเฮติ ทำได้ก็คือการพยายามเอาตัวรอด และช่วยเหลือกันเท่าที่จะทำได้
“เราพยายามติดต่อโทรศัพท์และส่งข้อความถึงคนที่รอดชีวิตอยู่ที่โน่นตลอดเวลา แต่มันไร้ความหมาย” น้ำเสียงของเขาไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสิ้นหวัง “เราพยายามติดต่อสถานทูตเฮติในอังกฤษ และในฝรั่งเศส (พี่ชายและพี่สาวคนที่เหลืออยู่ที่ฝรั่งเศส) แต่ไม่ว่าเราจะพยายามแค่ไหน สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความว่างเปล่า”
อย่างไรก็ดีคำว่า“มืออาชีพ” ทำให้ เลส์ซิเนล ยังคงต้องทำหน้าที่ในสนามต่อไป โดยเฉพาะเมื่อมีคำแนะนำจากสมาชิกในครอบครัวที่เห็นดีให้พยายามทำหน้าที่ต่อไก่อน
แต่อดีตเด็กฝึกหัดของ ปารีส แซงต์ แชร์แมง ที่เหลือสัญญาแค่เพียงเดือน พ.ค. ที่จะถึงนี้ ยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ทำใจลำบากเมื่อหายนะที่เกิดขึ้นในบ้านเกิด กำลังส่งผลโดยตรงต่อชะตากรรมของน้องสาวที่รัก
โชคดีที่สวินดอน ทาวน์ ไม่ใ่ช่สโมสรที่ใจไม้ไส้ระกำ “ทุกคนในทีมพยายามอย่างมากที่จะช่วยเหลือผมโดยเฉพาะเจ้านาย” แบ็กดีกรีทีมชาติเผยอีกว่า แดนนี่ วิลสัน ผู้จัดการทีมเป็นคนที่แนะนำให้เขาติดต่อกับสถานทูตเฮติ
“สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องที่เขาทำใจยอมรับได้ยาก”วิลสัน กล่าวถึงความรูัสึกของลูกทีม “แต่ว่ามันไม่มีอะไรที่เขาจะทำได้มากนัก เขาไม่สามารถกลับไปได้ในเวลานี้ สิ่งที่เขาทำได้ก็คือการพยายามติดต่อกับครอบครัว บางครั้งฟุตบอลก็ทำให้เราต้องเผชิญกับความจริงที่โหดร้ายเหมือนเช่นเรื่องนี้ การลงสนามโดยที่แทบเตรียมใจไม่ทัน ถ้าเขาต้องการเวลาเพื่อพัก แน่นอนว่าเราอนุญาตเสมอ แต่เขาไม่ได้ร้องขอและเราก็ต้องเคารพในการตัดสินใจของเขาเช่นกัน”
ใช่ - มันเป็นเรื่องที่ทำใจยอมรับได้ยาก
แต่ในอีกมุม ฟุตบอลก็เป็นสิ่งที่ช่วยบำบัดหัวใจของชายที่กำลังจมปลักอยู่ในความมืดมิดได้เช่นกัน “เวลาที่ผมเล่นฟุตบอล ผมจะลืมทุกสิ่งแต่เมื่อผมเลิกเล่นทุกสิ่งก็จะกลับมาในหัวอีก”
“ดังนั้นฟุตบอลช่วยผมได้แค่ราว 2 ชั่วโมง” เลส์ซิเนล กล่าว
ในช่วงเย็นของทุกวัน เลส์ซิเนล ยังคงใช้เวลาในการติดตามข่าวสารไม่ว่าจะเป็นทางโทรทัศน์ หรือทางหนังสือพิมพ์ และภาพที่ปรากฏออกสู่สายตาสาธารณชนเรื่อยๆนั้น ค่อยๆกัดกร่อนหัวใจของเขาให้เล็กลงไปเรื่อยๆ
“พวกเขาให้ดูภาพคนตายและคนเจ็บที่ติดอยู่ใต้ซากตึก มันชวนให้จิตตกมาก” นักเตะเชื้อสายเฟรนช์ กีอานา ที่ย้ายมาอยู่ปารีส ตั้งแต่อายุ 6 ขวบโดยที่ไม่เคยใช้ชีวิตในเฮติเลย แต่เต็มใจที่จะเรียกดินแดนแห่งสนธิสัญญาซาตานว่า “บ้านของผม”กล่าวต่อ
“เราได้เห็นเลยว่าการค้นหาคนที่รอดชีวิตมันยากแค่ไหน สิ่งที่ยากที่สุดก็คือการที่จะช่วยพวกเขาออกมา รวมถึงการดูแลรักษาหลังจากนั้น มันยากมากที่จะจัดการรับมือไหว ประเทศของผมนั้นยากจนอยู่แล้ว และหลังจากเหตุการณ์นี้เราคง….”
เลส์ซิเนล ที่แม้ตัวจะไม่ได้อยู่ที่เฮติ แต่ใจนั้นคนึงหาแผ่นดินต้นกำเนิดของตระกูลเสมอ และพยายามใช้เวลาว่างที่มีในการเดินทางไปอยู่ที่ ปอร์ โต แปรงซ์ ทุกครั้งเท่าที่ความพร้อมเอื้ออำนวย
“เวลาที่กลับไปเฮติ ผมจะได้เห็นคนจำนวนมากที่ต้องการความช่วยเหลือเสมอ” ฌอง-ฟรองซัวส์ เล่าถึงสภาพชีวิตของชนชาวเฮติ “แต่เมื่อผมกลับไปฝรั่งเศส ทุกอย่างจะดูสวยงามไปหมด ทุกคนรวยเหลือเฟือพอที่จะทิ้งอาหารลงถังขยะได้อย่างไม่แยแส ซึ่งทุกครั้งที่เห็น ผมจะคิดว่า ‘คุณไม่มีวันทำแบบนั้นแน่ถ้าอยู่ที่ประเทศของผม’
“ก่อนนี้ไม่มีใครตระหนักถึงชีวิตความเป็นอยู่ของคนในประเทศผม แต่ตอนนี้คงได้รู้กันแล้ว” เลส์ซิเนล กล่าวต่อ “ประเทศของผมต้องการความช่วยเหลือ และหายนะครั้งนี้คงจะทำให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่าประเทศเรายากจนแค่ไหน”
“แต่ด้วยความช่วยเหลือของทุกคน น่าจะช่วยให้ประเทศของผมหลุดพ้นจากหายนะและก้าวเดินไปข้างหน้าได้”
แม้จะมองไม่เห็นแสงสว่างใดๆในยามนี้ แต่ฌอง-ฟรองซัวส์ เลส์ซิเนล ก็ไม่ได้รอคอยข่าวคราวในบ้านเกิดโดยงอมืองอเท้าไม่ทำอะไร
ตรงกันข้ามเขาได้เริ่มต้นขอความช่วยเหลือจากชาวเมืองสวินดอน ในทุกอย่างที่จะหยิบยื่นน้ำใจมาให้ได้ โดยได้ความร่วมมือจากสมาคมนักฟุตบอล แอโฟร-แคริบเบียน
ในขณะที่สภาเมืองสวินดอน ก็ได้จัดตั้งศูนย์ช่วยเหลือชาวเฮติขึ้น เพื่อให้ชาวเมืองได้นำสิ่งของเครื่องใช้ เสื้อผ้าอาภรณ์ อาหารน้ำดื่มและทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากจะส่งต่อความหวังเล็กๆน้อยๆไปสู่คนที่รอคอยอย่างหมดหวัง ซึ่ง เลส์ซิเนล ก็หวังว่า “กระแส” นี้จะแพร่กระจายไปทั่วเกาะอังงกฤษ
และจะดียิ่งกว่านั้นจะมี “มือ”จากทั่วโลกพร้อมใจกันยื่นเข้ามา
“เงินแค่ 1 ปอนด์ก็ช่วยได้ เราคงได้เห็นกันแล้วว่าผู้คนพยายามต่อสู้เพื่อแย่งชิงอาหารกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องยิงเพื่อหยุดเหตุวุ่นวาย นั่นสะท้อนให้เห็นแล้วว่าที่เฮติ มันเลวร้ายแค่ไหน” เลส์ซิเนล กล่าว “อยากเห็นทุกคนสวดมนต์ภาวนาเพื่อชาวเฮติ ที่กำลังประสบทุกข์โศกอยูในเวลานี้ รวมถึงคนที่เจ็บปวดและสูญหาย”
“แน่นอน เพื่อน้องสาวของผมด้วย…”
Tags: เฮติ

วันนี้คุณช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกันรึยัง^^
ขอให้ช่วงเวลาอันเร็วร้ายนี้ผ่านพ้นไปในเร็ววันนะครับ
โลกของเรามีการแข่งกันเสมอ อยู่ที่ว่ามาในรูปแบบไหน สงครามร้อนหรือเย็น?
คนที่แพ้ก็น่าสงสาร
โลกมันคงสวย ถ้าเราไม่ทิ้งกันและเดินไปพร้อมๆกัน
เฮติ ยากจนจริงๆ