A A
RSS

Big Interview : สตีเว่น เจอร์ราร์ด: ผมไม่สนใจลิเวอร์พูล ตอนนี้ในหัวผมมีแต่ทีมชาติอังกฤษ

Mon, May 24, 2010

friday & a KOPpuccino

42-25039392

ด้วยความเคารพ - ผมไม่เคยคิดว่าหลังการหนึ่งราตรีกาลแห่งการทบทวนหัวใจ ที่นำไปสู่การกลับใจซึ่่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหนึ่งในจุดพลิกผันสำคัญที่สุดในชีวิตของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ในช่วงจบฤดูกาล 20040-5 ด้วยการปฏิเสธการย้ายไปร่วมทีมเชลซี ทั้งที่ได้ประกาศอำลาแอนฟิลด์ไปแล้ว จะมีคำพูดอะไรของ “Gerro” ที่กระทบจิตใจผมได้มากเท่านี้อีก

ไม่แปลกที่แม้กระทั่งสื่อเมืองนอกก็ยังกล่าวว่านี่เป็นสิ่งที่เราไม่เคยคาดคิดว่าจะได้ยินจากปากของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด

คำพูดดังกล่าวของ เจอร์ราร์ด มีดังนี้ครับ

ผมไม่ได้สนใจว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นที่ ลิเวอร์พูล ในเวลานี้สตีวี่ รองกัปตันทีมชาติอังกฤษกล่าวหลังการฝึกซ้อมมื้อหนึ่งในแคมป์เก็บตัวที่ประเทศออสเตรียหวังว่ามันจะมีอะไรดีๆเกิดขึ้นบ้างในช่วงที่ผมไม่อยู่ในซัมเมอร์นี้ บางทีอาจจะมีนักเตะใหม่ๆเข้ามาช่วยเสริมทีม ซึ่งเราต้องรอดู แต่ผมจะยังไม่พิจารณาในเรื่องอนาคตของผม หรือคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับผมจนกว่าจะจบฟุตบอลโลก สมาธิของผม อยู่กับทีมชาติอังกฤษเท่านั้นในเวลานี้

แต่ความจริงแล้วในถ้อยคำนี้ไม่ได้แปลว่าเขาจะไปหรือไม่ไปไหน

ลองฟังจากปากของเขาดูอีกสักหน่อยดีไหม?

ในคำพูดของเจอร์ราร์ด ไม่ได้มีอะไรที่ลึกลับเป็นรหัสให้ไปตีความ ถึงแม้มันจะเป็นเรืื่องง่ายมากที่จะเอาคำว่าพิจารณาและอนาคต”​ไปคิดต่อเป็นเรื่องเป็นราวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแอนฟิลด์เวลานี้ว่ามันจะมีอะไรไม่ชอบมาพากล เพราะมันดูจะเป็นการด่วนสรุปเกินไป

ความจริงแล้ว เจอร์ราร์ด ยังคงติดตามและสนใจความเป็นไปของ ลิเวอร์พูล เสมอ ไม่ว่าหลังจบฟุตบอลโลกแล้วเขาจะอยู่ ที่ใด”​ของโลกก็ตาม และถ้าเขามาถึงทางแยกของชีวิตในเส้นทางการเป็นนักเตะแล้วมันก็แทบจะเป็นครั้งแรกของเขาเลยทีเดียว

ข้อแตกต่างเพียงประการเดียวสำหรับนักเตะที่กำลังจะอายุครบ 30 ปีในสิ้นเดือนก็คือมันคงจะเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของเขาแล้ว โดยที่ 2 รายการใหญ่ก่อนหน้านี้ทั้งในปี 2004 และ 2006 เขาไม่สามารถจะช่วยอะไรทีมได้เลย

โดยมีเพียงความสุขในปี 2005 ที่ ลิเวอร์พูล คว้ายูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่คั่นกลางไว้บางๆเท่านั้น แต่ก็อย่างที่บอกว่าหลังจากการคว้าแชมป์ปาฏิหารย์ครั้งนั้น เจอร์ราร์ด เกิดความเข้าใจผิดครั้งใหญ่ในท่าทีของสโมสรถึงขั้นขอยื่นคำร้องขอย้ายทีม ก่อนที่จะเปลี่ยนใจใน 24 ชั่วโมงให้หลัง

น่าเสียดายที่รักแท้”​ครั้งนั้น ไม่ได้ช่วยอะไรเจอร์ราร์ดนัก กาลเวลาผ่านมา ลิเวอร์พูล ไม่ประสบความสำเร็จอะไรอีกเลยนับจากเอฟเอ คัพ ในปี 2006 ที่เขามีส่วนช่วยให้ทีมพลิกสถานการณ์กลับมาคว้าแชมป์ได้ราวกับปาฏิหารย์อีกครั้ง

ความเศร้าจากการที่ทีมตกต่ำลงถึงขีดสุด อันดับ 7 ในฤดูกาลกับการไม่ได้ไปยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นครั้งแรกในรอบ 6 ปี เป็นสิ่งที่สวนทางอย่างมากกับ เชลซี ทีมที่เขาเคยเกือบจะได้ย้ายไปร่วมทีม ที่คว้าได้ทั้งแชมป์พรีเมียร์ลีก และเอฟเอ คัพ

5 ปีหลังจากอิสตันบูล เจอร์ราร์ด ค้นพบว่าตัวเขาเองแค่ตั้งใจอยากจะทำให้ดีที่สุดในรายการใหญ่ที่กำลังอยู่ตรงหน้า และครั้งนี้เขารู้วิธีการที่จะทำผลงานให้ดี นั่นก็คือพยายามทำทุกอย่างให้เรียบง่ายที่สุด

มีข่าวลือเรื่องอนาคตของผมเยอะมากในช่วง 2-3 เดือนหลัง แต่ว่ามันก็เป็นเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาโดยตลอดช่วงหลายปีก่อนหน้านี้เขากล่าวผมเคยตกหลมไปเมื่อ 4 ปีก่อน หลังจบฟุตบอลโลก เป็นตอนที่ผมกำลังขับรถและคิดถึงอนาคตของผม ผมไม่อยากทำพลาดอีกแล้ว ผมรู้สึกว่าผมมีประสบการณ์มากพอที่จะหยุดเรื่องแบบนั้นไว้ก่อน ถ้ามีคนอื่นๆอยากจะพูดเรื่องอนาคตของผมผมก็จะไม่สามารถควบคุมได้อยู่แล้ว สิ่งที่ตัวผมทำได้ก็คือการมีสมาธิกับหน้าที่ของตัวเองเอาไว้ ครั้งนี้ผมตั้งใจจะทุ่มเทพลังทั้งหมดในการเล่นให้กับอังกฤษ

เจอร์ราร์ด เคยให้สัมภาษณ์ก่อนหน้านี้ว่าสมาธิของเขาแตกกระเจิงไปหมดในช่วงของยูโร 2004 ที่โปรตุเกส เมื่อมีข่าวว่า โจเซ่ มูรินโญ่ ต้องการได้ตัวเขาไปร่วมทีมเชลซี และอีกครั้งที่มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นคือในอีก 2 ปีถัดมาที่มีความพยายามจะลักพาตัวเขาไปจากแอนฟิลด์อีกครั้ง

ผมหวังว่าผมคงได้เรียนรู้จากสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นที่เยอรมนี เมื่อ 4 ปีก่อนมามากพอแล้วเจอร์ราร์ด เล่าให้ฟังช่วงฟุตบอลโลกเราจะมีเวลาเหลือเยอแยะมากมายและปกติผมเองพอกลับมาถึงที่ห้องก็จะมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์และเล่นอินเตอร์เน็ต จากนั้นผมก็ได้คุยกับคนที่บ้านที่จะบอกผมว่ามีเรื่องอะไรเกิดขึ้นบ้าง

ผมรู้ว่าเชลซี สนใจผมเพราะเอเยนต์เป็นคนบอกผม ทุกครั้งที่ผมกลับมาถึงที่ห้องผมก็จะเริ่มบ้าบอไปกับความคิดว่าผมควรจะย้ายไปเชลซีหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้มันกัดกร่อนจิตใจมาก ผมไม่รู้จริงๆว่ามันจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่ผมจะไม่เสี่ยงให้ตัวเองต้องตกในสภาวะนั้นอีกแล้ว ทุกคนรอบตัวผมก็พยายามจะอยู่ใต้กฏเกณฑ์ที่เรากำหนดกันว่าจะไม่มีการพูดถึงเรื่องสโมสรของผมในอนาคตหรือแม้กระทั่งข่าวลือ เรื่องนี้มันไม่สำคัญในตอนนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือผมอยากจะมีช่วงเวลาดีๆในฟุตบอลโลกกับทีม ส่วนเอเยนต์ เพื่อนๆและครอบครัวของผมก็บอกให้ผมไม่ต้องไปสนใจเรื่องของสโมสรในตอนนี้

ก็ไม่รู้ว่าชีวิตและเกมลูกหนังมันจะเดินไปด้วยกันง่ายๆแบบนั้นจริงหรือไม่ แต่สิ่งที่หลายคนกำลังกังขาก็คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง เจอร์ราร์ด กับ ราฟา เบนิเตซ นั้นใกล้จะถึงจุดแตกหัก โดยสิ่งที่จะสามารถยุติข่าวลือนี้ได้ดีที่สุดก็คือการที่เขาออกมาแสดงเจตจำนงค์ว่าเขาจะอยู่ที่ ลิเวอร์พูล ต่อไป

แต่นอกจากจะไม่มีการยืนยันอะไรแบบนั้นแล้ว เจอร์ราร์ด ก็ยังพูดว่ามันเป็นเรื่องของสโมสรที่จะต้องจัดการเมื่อเขากลับมาจากแอฟริกาใต้ และมันก็ทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่าหรือเขาจะมีคำตอบ”​สำหรับอะไรบางอย่างอยู่ในใจแล้ว เพียงแต่จะไม่มีการปริปากใดๆทั้งสิ้นจนกว่าจะจบฟุตบอลโลก

ฟาบิโอ คาเปลโล่ เคยบอกชัดเจนว่าเขาไม่อยากให้ลูกทีมจะต้องโดนเอเยนต์และข่่าวลือเรื่องการเจรจาซื้อตัวต่างๆของสโมสรมารบกวนการเตรียมทีมก่อนไปฟุตบอลโลก สำหรับนักเตะคนที่เคยผ่านเรื่องแบบนี้มาก่อนก็คงพยายามจะหลีกเลี่ยงเรื่องที่ทำให้ปั่นป่วนแบบนี้ในช่วงแรกของชีวิตมากกว่าช่วงหลัง

นักเตะหนุ่มๆนั้นมีอิสระที่จะทุ่มเทไปกับฟุตบอลโลแล้วค่อยรอดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตหลังจากนั้น เหมือนที่ เจมส์ มิลเนอร์ กำลังทำอยู่ในเวลานี้

แต่สำหรับกัปตันลิเวอร์พูล ที่ชีช้ำกับผลงานของทีม กับโอกาสการย้ายทีมที่อาจจะเหลือแค่ครั้งเดียวในชีวิต ที่ถ้าเกิดขึ้นก็จะเป็นครั้งแรกของเขาด้วย มันจำเป็นที่จะต้องใช้ความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ

สิ่งที่แน่นอนก็คือสำหรับหัวใจที่มอบให้ ลิเวอร์พูล ไปทั้งดวงของเขา ปีที่ผ่านมาเป็นปีแห่งความบอบช้ำและบุบสลาย แค่การถามย้ำในเรื่องนี้ก็ทำให้เขาเจ็บปวดเหมือนเอาเหล็กแหลมมาทิ่มแทงใจแล้ว และคำตอบที่ได้มันก็เป็นสิ่งที่แม้กระทั่งตัวเขาเองก็ยังถามตัวเองตลอดมาเหมือนกัน

ในฤดูกาลที่ผ่านมามันเป็นอะไรที่น่าผิดหวังมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงการจบฤดูกาลด้วยการเป็นอันดับ 2 ในฤดูกาลก่อนหน้านั้น ความท้าทายของเรามันควรจะเป็นการก้าวไปข้างหน้า แต่สุดท้ายเรากลับเดินถอยหลังไปหลายก้าว” “เขากล่าวมันเป็นเรื่องที่น่าผิดวัง เป็นฤดูกาลแห่งความยากลำบาก ไม่ว่าจะในแง่ส่วนตัวหรือสำหรับทุกคนในทีม ในการที่ต้องเผชิญหน้ากับวิกฤติมากมายนับไม่ถ้วน ตอนนี้มันผ่านไปหมดแล้ว และผมก็จะทิ้งมันไว้ข้างหลัง สิ่งที่ผ่านไปแล้วผมไม่สามารถจะแก้ไขอะไรมันได้

สิ่งที่ผมควบคุมได้ตอนนี้ก็คือเรื่องทีมชาติอังกฤษ ในฐานะการเป็นนักฟุตบอล ผมมักจะมองไปข้างหน้ามากกว่าจะมองย้อนกลับไป และมันก็มีทัวร์นาเมนต์ที่ยิ่งใหญ่รออยู่ในวันข้างหน้า เมื่อเราเริ่มฝึกซ้อม เราก็เริ่มคุยกับเพื่อนๆเกี่ยวกับฟุตบอลโลก และความตื่นเต้นมันก็เริ่มเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้เราลืมเรื่องของสโมสไว้ข้างหลัง ยังมีเวลาอีกมากหลังจบฟุตบอลโลก ซึ่งเมื่อมันจบลง ผมก็จะกลับมามีสมาธิกับ ลิเวอร์พูล ครั้งนี้น่าจะเป็นฟุตบอลโลกครั้งสุดท้ายของผม เด็กรุ่นใหม่ๆที่ตามหลังมานั้นเก่งๆทั้งนั้น ผมเองยังไม่แน่ใจว่าผมจะรักษาตำแหน่งเอาไว้ได้หรือไม่ในอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่หลายๆคนกำลังเผชิญ

นี่เป็นโอกาสสุดท้ายที่ผมจะได้ฉายแสงในฟุตบอลโลก บางทีอาจจะถึงขั้นได้แชมป์เลย แต่ว่าเราก็ต้องไม่เหลิงจนเกินไป เราต้องพยายามประเมินตามความเป็นจริงให้มากที่สุด การได้พูดคุยกับนักเตะหลายๆกลุ่มในทีมเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมาก และพวกเราเองมีความตั้งใจที่จะลบรอยแผลจากการตกรอบยูโร เรารู้สึกว่าเราเป็นหนี้คนทั้งชาติและต้องหาทางชดใช้พวกเขาให้ได้

ด้วยประสบการณ์จากเมื่อ 4 ปีก่อนที่สอนให้เขารู้ว่าไม่ควรจะพูดอะไรที่เกินเลยไปเพราะมันจะกลับมารัดคอตัวเอง เจอร์ราร์ด จึงพยายมที่จะพูดโดยที่ไม่โอเวอร์หรือกดดันตัวเองมากจนเกินไป แต่คาเปลโล่ ก็เคยบอกว่าทีมชุดนี้ของเขาดีพอจะคว้าแชมป์บอลโลกได้ซึ่งการจะคิดแบบนั้นก็ไม่ผิดอะไรเพียงแต่การจะนำเสนออกไปตรงๆแบบนี้นั้นอาจจะไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่ โดยเฉพาะกับทีมที่ไม่ได้แชมป์โลกมากว่า 44 ปี

เราตกต่ำมาหลายปี”​เจอร์ราร์ด ยอมรับผมคิดว่าทุกคนในโลกรู้ว่าอังกฤษ มีดีพอที่จะทำได้ดีในฟุตบอลโลก ดังนั้นความท้าทายก็คือการลงไปพิสูจน์ตัวเองในสนาม การพูดอย่างเดียวมันง่าย เช่นเฮ้ เรานี่แหละทีมตัวเต็ง เราจะคว้าแชมป์ได้แน่แต่มันก็แค่ลมปาก

เราต้องพยายามเริ่มจากรอบแบ่งกลุ่มก่อนจากนั้นก็เข้าถึงรอบ 16 ทีมสุดท้าย และเราก็ยังมีกำแพงในใจเรื่องที่เคยตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายมาโดยตลอดใน ทุกคนรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นในหลายรายการหลัง ถ้าเราผ่านไปได้นั่นแหละเราถึงจะมีลุ้นของจริง แต่มันจะมีบททดสอบยากๆให้เราต้องเผชิญก่อนจะถึงจุดนั้นแน่

แต่อย่่างน้อยที่สุด กับบุคลิกคนเก็บเนื้อเก็บตัวอย่างเขา ชีวิตที่แอฟริกาใต้ก็คงไม่เหงาเกินไปนักเพราะเพื่อนรัก เจมี่ คาร์รเกอร์ กลับมาติดทีมชุด 30 คนด้วย และสิ่งที่เจอร์ราร์ด ดีใจที่สุดก็คือเขาจะได้เลิกจ้ำจี้จ้ำไชให้เพื่อนเปลี่ยนใจกลับมาเล่นทีมชาติอีกครั้งเสียที

ผมดีใจกับคาร์ราด้วย และผมก็ดีใจเองเหมือนกันกับผลงานของผมเขากล่าวผมพูดกับเขาตลอดเวลาตั้งแต่วันที่เขาประกาศอำลา ผมเข้าใจในเหตุผลของเขา แต่ว่าผมก็บอกให้เขาพยายามใช้เวลาคิดนิดนึง ผมอยากให้คาร์ร่า ติดทีมชาติไปนานๆเพราะเขาเป็นนักเตะชั้นนำ ผมเล่นกับเขาในการซ้อมทุกวันและทุกเกม และเขาก็ช่วยกันรักษาลิเวอร์พูลกับผม

อีกคนที่พูด Scouse เหมือนกันก็คือ เวย์น รูนี่ย์ ที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนดีขึ้นตามลำดับไม่ว่าจะเป็นเรื่องในหรือนอกสนามเวย์น กับผมเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันเสมอ และก่อนจะลงสนามเราจะพูดถึงว่าเดี๋ยวพอลงไปเล่นแล้ว ใครจะวิ่งทำทางแบบไหนดีเจอร์ราร์ด เล่าเรามีความเข้าใจที่ดีมาก เวย์น เป็นนักเตะที่มหัศจรรย์และมีการเคลื่อนที่ที่ยอดเยี่ยมมาก และฟาบิโอ ก็ไฟเขียวให้ผมคอยเติมขึ้นหน้าจากทางซ้ายและตัดเข้ากลางได้ เขาอยากให้ผมประสานงานกับเวย์น การประสานงานกับนักเตะระดับท็อปมันเป็นเรื่องง่าย และผมก็คิดว่าทุกคนในอังกฤษ ก็คงหวังว่าเขาจะเรียกฟอร์มเก่งของเขากลับมาได้ทันก่อนฟุตบอลโลก ผมเองก็หวังเช่นกัน เพราะถ้าเขาทำได้ ผมก็มั่นใจว่าเราจะทำผลงานได้ดีแน่นอน

Tags: , ,

4 Responses to “Big Interview : สตีเว่น เจอร์ราร์ด: ผมไม่สนใจลิเวอร์พูล ตอนนี้ในหัวผมมีแต่ทีมชาติอังกฤษ”

  1. pizza_peach says:

    นี่อาจจะเป็นครั้งแรกที่ผมเชียร์อังกฤษกับบอลโลกเพราะเจอราร์ดครับ

  2. free_look_mode says:

    ถ้าผมเป็นเจอร์ราด ผมอาจจะไม่อยู่แล้ว ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลงผจก.ทีม
    เพราะแนวโน้มไม่ดีขึ้นเลย บอลไม่มีสไตล์ เน้นความสามารถเฉพาะตัวเป็นหลัก
    ประสบความสำเร็จยากครับ

  3. God_Anfield says:

    ที่ผ่านมาเจอร์ราดทำเพื่อลิเวอร์พูลมามากแล้ว

    ตอนนี้ถึงเวลาที่เจอร์ราดจะต้องทำเพื่อความสำเร็จของตัวเองแล้วครับ

  4. Maxeal says:

    ผมเชียร์ให้ไปตั้งแต่ตอนเชลซีอะคับ ฮ่าๆ พอผมคิดแบบนี้เท่านั้นล่ะ

    มาหาว่าผมไม่ใช่เด็กหงส์กันซะอย่างนั้น - -*

    สงสารเฮียแกยังไงไม่รู้

Leave a Reply

Categories

Archives

สมัครสมาชิก/Log in-Log out