[Report] เคาท์พลิกคดีให้หงส์แซงแทรปซอน 2-1 เข้ายูโรป้าสุดหืด [update: ความเห็นหลังเกม)
Fri, Aug 27, 2010
ทีม “หงส์แดง”ลิเวอร์พูล พลิกสถานการณ์จากที่ย่ำแย่เพราะโดนนำตั้งแต่ต้นเกมกลับมาเอาชนะ แทรปซอนสปอร์ ได้ในช่วง 10 นาทีสุดท้ายของเกม โดย เดิร์ค เคาท์ จอมฟิตที่มีข่าวจะย้ายทีมทำประตูชัยให้ทีมได้ผ่านเข้ารอบยูโรป้า ลีก ในที่สุด
ผลฟุตบอลยูโรป้า ลีก รอบเพลย์ออฟ นัดที่สอง
วันพฤหัสบดีที่ 26 ส.ค.2553
แทรปซอนสปอร์ 1-2 ลิเวอร์พูล (ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบด้วยผลรวม 2 นัด 3-1)
สนาม : ฮูเซยิน อัฟนี่ เอเคอร์
ประตู : 1-0 เตโอฟิโล กูเตียร์เรซ น.4, 1-1 ยิราย คาชาร์ น.83(เข้าประตูตัวเอง), 1-2 เดิร์ค เคาท์ น.88
เกมคู่เด่นของฟุตบอลยูโรป้า ลีก รอบเพลย์ออฟเพื่อหาทีมผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม แทรปซอนสปอร์ ทีมแกร่งจากตุรกี เปิดนรกต้อนรับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล ที่มีปัญหาขาดผู้เล่นตัวหลักมากถึง 5 รายในเกมนี้ โดยได้เปรียบแค่ผลต่างประตูที่ชนะมา 1-0 ในเกมแรกที่แอนฟิลด์
แต่หงส์แดงก็เริ่มต้นเหมือนฝันร้ายเมื่อผ่านมาแค่ 4 นาทีก็เสียประตูแรกทันที โดยเป็นจังหวะความผิดพลาดของ เคาท์ ที่เสียบอลตรงกลางสนามก่อนจะโดนฉกเอาบอลไป บอลมาถึง โคลมัน ลากมาซัดไกลทันทีและโชคดีที่บอลมาเข้าทาง กูเตียร์เรซ โฉบมาแปเปลี่ยนทางบอลเข้าไป แทรปซอนสปอร์ นำ 1-0 และสถานการณ์ก็กลับมาไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบกันอีกครั้ง
หลังจากนั้นรูปเกมก็เป็นทางเจ้าถิ่นที่ทำทุกอย่างได้เหนือกว่า โดยเล่นอย่างมั่นใจท่ามกลางเสียงเชียร์ปลุกเร้าจากแฟนๆ โดยที่ทีมเยือนตั้งหลักไม่ได้ เล่นกันไม่เหลือลายอดีตแชมป์ยุโรป 5 สมัยเลย
เกมเป็นของ แทรปซอนอยู่นาน และมีโอกาสสร้างปัญหาให้แนวรับลิเวอร์พูล อยู่บ้าง จนกระทั่งต้องผ่าน 25 นาทีแรกไป เกมของทีมเยือนถึงจะเริ่มดีขึ้นเล็กน้อย โดยเริ่มครองบอลต่อเกมกันได้บ้าง และเริ่มต่อบอลสวยครั้งแรกในนาทีที่ 31 จากจังหวะที่ เอ็นโก พลิกก่อนจ่ายทะลุช่องให้ เกล็น จอห์นสัน ทะลุเข้าเขตโทษไปยิงเข้าก้นตาข่าย แต่ไลน์แมนยกธงไปนานแล้ว
อย่างไรก็ดี ช่วงเวลาที่เหลือก็ไม่มีใครทำอะไรกันได้อีก จบครึ่งแรกแทรปซอนสปอร์ ก็ยังคงนำอยู่ 1-0 โดยที่ผลต่าง 2 นัดรวมเท่ากันที่ 1-1 ซึ่งก่อนจะกลับมาลงสนามต่อในครึ่งหลังก็มีการเปลี่ยนตัวเอา อลันซินโญ่ ลงมาแทน ยัตตารา กัปตันทีมที่มีอาการบาดเจ็บ
และแทรปซอน ก็เกือบจะได้ประตูหนีไปในช่วงต้นครึ่งหลังอีกครั้ง เมื่อ บูรัค ยิลมาซ ได้บอลจ่ายทะลุช่องหลุดเข้าเขตโทษไปแต่ยิงหลุดกรอบออกไปนิดเดียวพร้อมกับการยกธงของไลน์แมน แต่จากภาพช้าไม่เป็นการล้ำหน้าแต่อย่างใด
แต่ลิเวอร์พูล ก็ทำได้ใกล้เคียงกับการตีเสมอในนาทีที่ 51 เมื่อ โคล ได้บอลทางขวาก่อนจะโยกดึงจังหวะหลอกแล้วชิพบอลเข้าเขตโทษ บอลมาถึง เอ็นโก ได้ขึ้นเทคคนเดียวระยะ 6 หลาแแต่ดันโขกหลุดกรอบออกไปแบบน่าเสียดาย
เอ็นโก เริ่มสร้างปัญหาได้มากขึ้น และน่าจะช่วยตีเสมอให้ทีมได้เมื่อได้บอลแถวระยะ 25 หลาก่อนจะพลิกบอลหลบตัวประกบ แล้วโยกหลบกองหลังถึง 3 คนได้อย่างสุดยอด แต่จังหวะสุดท้ายพยายามยิงเล่นทางบอลถากเสาออกไปแค่นิดเดียวเท่านั้น
ลิเวอร์พูล พยายามใช้โอกาสนี้กดดันต่อเนื่องแต่ก็ทำได้แค่จวนเจียนเฉี่ยวไปเฉี่ยวมา แต่ก็กดดันได้ไม่นาน โมเมนตัมของเกมกลับมาหาเจ้าถิ่นที่มี อลันซินโญ่ คอยสร้างสรรค์เกมรุกและกลับมาเป็นฝ่ายได้เปรียบอีกครั้ง
แต่ลิเวอร์พูล ไม่ยอมถอดใจและในที่สุดก็มาได้ประตูสำคัญในนาทีที่ 83 เมื่อ เคาท์ แทงบอลให้ จอห์นสัน เติมมาทางขวาได้หลุดเข้าไปในเขตโทษ ก่อนที่จะเปิดไปจุดวัดใจและก็ได้ผลเมื่อ คาชาร์ สกัดบอลเข้าประตูตัวเอง
ประตูนี้ทำให้ในเกมเสมอกัน 1-1 แต่สำหรับ แทรปซอนเป็นงานหนักเพราะต้องทำถึง 2 ประตูจึงจะเข้ารอบ แต่ก็เกือบจะได้เหมือนกันในนาทีถัดมา เมื่อ ยิลมาซ หลุดไปทางขวาก่อนจะเปิดเข้ากลางมาได้สวย อลันซินโญ่ ได้ยิงที่เสาแรกแต่ว่าไม่เข้ากรอบ
รอย ฮอดจ์สัน ตัดสินใจส่ง บาเบิล ลงมายืนหอกแทนเอ็นโก เพื่อเติมความเร็วในเกมสวนกลับ และก็ได้ผลเมื่อ บาเบิล ทำชิ่งกับ ปาเชโก้ แถวกลางสนามก่อนจะหลุดไปทางซ้าย และเลือกจ่ายย้อนกลับมาให้ ปาเชโก้ ตัวสำรองดาวรุ่งที่ลงมาก่อนหน้าได้วางเท้ายิงเน้นๆ คีฟรัค รับได้ในช็อตแรกแต่ปัดมาไม่พ้นอันตรายโดน เดิร์ค เคาท์ซ้ำดาบสองเข้าไป ลิเวอร์พูล พลิกนำ 2-1 และเข้ารอบแน่นอนในสถานการณ์นี้ ซึ่งก็ไม่พลาด ได้ผ่านเข้ารอบในที่สุด
In my opinion
เหนื่อยอย่างที่คาดครับสำหรับเกมนี้ ซึ่งมันเป็นเกมที่ยากโดยธรรมชาติด้วยเหตุผลง่ายๆหลายประการบวกกันพอดี เช่น ขาดตัวหลักเกินครึ่งทีม, ไปเยือนทีมตุรกี ในสถานการณ์ที่ไม่ถึงกับได้เปรียบ, ขาดความมั่นใจหลังโดนถล่มมา 3-0 และมีกระแสข่าวเรื่องการย้ายทีมของผู้เล่นบางคน ที่ทำให้เกิดการสั่นคลอนภายในทีม
แต่สุดท้ายกับชัยชนะ 2-1 ที่ได้มาต้องบอกว่าเป็นชัยชนะที่ “สมควร” ครับเพราะได้มาจากความพยายามจริงๆ
ผมอาจจะไม่ถูกใจกับการวางหมากของป๋ารอยนักที่ส่ง “โอรีโอ้” ลงมาเกะกะฝั่งซ้ายเพื่อประคองเจ้าน้องเคลลี่ เพราะหลายนัดที่ผ่านมาสังเกตได้ชัดว่าเกมริมเส้นของทีม “ตายสนิท” แต่ก็เข้าใจว่าเป็นความจำเป็นพื้นฐานที่ต้องการเน้นสกอร์ที่ได้เปรียบอยู่ให้ได้นานที่สุด โชคร้ายที่มาเสียประตูเร็วตั้งแต่ต้นเกม
ขณะที่แนวรุกนั้น เอ็นโก โดนทิ้งให้โดดเดี่ยวเกินไป ลำพัง โจ โคล คนเดียวไม่สามารถจะช่วยอะไรได้มากนัก ไม่เชื่อก็ลองนึกภาพกระดาษแข็งสักแผ่น แล้วเราเอาไม้จิ้มฟัน 2 อันไปจิ้มๆ มันก็ยากที่เจาะได้โดยง่ายครับ ปัจจัยที่ขาดไปก็คือเกมริมเส้นที่ดุดันที่จะช่วยกัน “โถม” ใส่คู่แข่งให้เป๋และเสียคนได้
แต่ เอ็นโก ก็ทำได้ดีในครึ่งหลัง เล่นดีต้องชมครับ เก็บบอลได้ พักบอลได้ พลิกบอลได้ และสร้างปัญหาให้กับแนวรับแทรปซอนได้ดีพอสมควร และการเร่งฟอร์มของเอ็นโกในครึ่งหลังก็ช่วยดึงโมเมนตัมของทีมกลับมาได้ไม่น้อยทีเดียว โดยเฉพาะจังหวะพลิกบอล 3-4 ตลบหน้าเขตโทษแล้วยิงเฉี่ยวเสานั้นได้ใจมาก
อย่างไรก็ดีสุดท้ายสิ่งที่ทำให้ทีมกลับมาสู่เกมได้จริงๆคือการเปิดเกมริมเส้นของ เกล็น จอห์นสัน ที่เป็นการเติมเกมริมเส้นสวยๆครั้งแรกของเกม และก็ได้ผลทันที จากนั้นก็ไม่มีอะไรยากครับเพราะสถานการณ์มันพลิกกลับมาเข้าทางหมดแล้ว
สิ่งที่ลิเวอร์พูล ขาดไปก็คือเกมริมเส้นลักษณะนี้ครับ ซึ่งป๋ารอยต้องรีบหาทางออก แบ็กซ้ายต้องมีอย่างน้อย 1 ตัว และควรจะดีกว่า พอล คอนเชสกี้ด้วยถ้าหวังอยากจะสร้างทีมระยะยาว แต่ถ้าระยะสั้นหาใครไม่ได้จะเอาตัวนี้ผมก็ไม่ติดอะไรครับ ได้ประโยชน์หลายอย่าง รุก รับ และ HG
ขณะที่ปีกทั้งสองฟากนั้น “ลาร์เน่” กับ เดิร์ค ไม่เหมาะกับระบบ 4-4-1-1 ในการยืนระนาบเดียวกันของกองกลาง 4 คนเพราะมันทำให้พวกเขาต้องถอยร่นลงมาจากประตูมากเกินไป ไม่เหมือนระบบ 4-2-3-1 ที่จะยืนใกล้กับเขตโทษมากกว่า ตรงนี้เป็นจุดที่ป๋ารอยต้องคิด เพราะถ้าจะใช้ระบบนี้ต่อไปก็ต้องหาทางออกให้ลูกทีมด้วย เพราะดูแล้วมันตันอย่างแรง
แน่นอนครับว่า ลิเวอร์พูล ยังมีการบ้านต้องแก้ไขอีกมาก แต่อย่างน้อยที่สุดในยามที่ปัญหาประดังประเดแบบนี้แล้วยังผ่านมาได้ ก็สมควรให้คำชมและกำลังใจครับ
ฝรั่งเขาเขียนแขวะหลังแพ้ ซิตี้ 3-0 ว่าหมดเวลาฮันนีมูนสำหรับ รอย ฮอดจ์สันแล้ว
แต่สำหรับผมอยากวอนให้ชาว Scouse ให้เวลาป๋ารอยหน่อย
ลองผิดลองถูก ถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้างไม่เป็นไร ตราบที่ทีมไม่เสียหายจนเกินไปก็โอเคครับ : )
Tags: ยูโรป้า ลีก, ลิเวอร์พูล, เดิร์ค เคาท์


ดูกันต่อไปครับ นัดนี้ ชนะหืดจริงๆ แต่ก็ดีใจมาก ^ ^
แต่ที่เจ๋งคือ ทำประตูได้ช่วงท้ายๆที่เจ้าถิ่นกลัวเสียอเวยโกล แล้วลงไปอุดกัน
ถ้ารอย ฮอจสัน แก้จุดนี้ได้ เกมเสมอบ่อยๆ เจาะทีมอุดไม่ค่อยเข้าที่เป็นจุดอ่อนราฟา ถูกแก้ได้ จะเยี่ยมมากเลยครับ
แต่ต้องพิสูจน์กันอีกหลายนัด
ตี2 ก็ไม่ได้ดูเหมือนเดิมครับ มันดึกเกินสำหรับคนทำงาน 24 ชั่วโมงอย่างผม
เข้ารอบก็ดีครับ เอาไว้เป็นสนามให้เด็กๆดาวรุ่งลงเล่นบ้าง แต่อย่าไปเน้นเลยครับ มันไม่คุ้ม