ในที่สุดแฟนบอล “สิงโตคำราม” ก็โล่งใจตามกันไปเป็นแถบๆนะครับ
อาจจะไม่ใช่ฟอร์มที่ดีที่สุด เด็ดขาดที่สุด หรือน่าตื่นตาที่สุด แต่ก็เป็นฟอร์มที่ดีที่สุดของทีมชาติอังกฤษ ในฟุตบอลโลกครั้งนี้
โดยเฉพาะในเกมรุกที่เริ่มมีการแสดงให้เห็นว่าพวกเขาก็มี “ของ” อยู่กับตัวเหมือนกัน
ก่อนจะลงสนามผมเองก็รู้สึกขัดใจกับการจัดทีมของ ฟาบิโอ คาเปลโล่ ที่เลือกส่งเจมส์ มิลเนอร์ และ เจอร์เมน เดโฟ ลงสนามโดยยึดระบบ 4-4-2 ตามเดิม มากกว่าจะดัน สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด ขึ้นไปจับคู่ประสานงานกับ เวย์น รูนี่ย์ อย่างที่คาดกันไว้
ทรงบอลในช่วง 20 นาทีแรกของอังกฤษ ก็ดูแทบไม่จืด ตอกย้ำความคิดเป็นตุเป็นตะของผมว่า ดอน ฟาบิโอ พลาดเสียแล้ว
แต่ลูกครอสจากริมเส้นครั้งเดียวของ มิลเนอร์ และการเข้าฮอสตามสัญชาติญาณของ เดโฟ ก็กลับตอกย้ำการตัดสินใจของ คาเปลโล่ ว่าถูกต้องกว่าความคิดเป็นตุเป็นตะของผม
ยินดีกับแฟนของทีม “โอ เซเลเซา” บราซิล กับชัยชนะที่งดงามเหนือไอวอรี่โคสต์ ด้วยครับ
อาจจะมีรอยด่างพร้อยบ้างจากใบเหลืองแดงของ ริคาร์โด้ กาก้า แต่มันไม่ใช่ความผิดอะไรของเทพบุตรลูกหนังรายนี้แม้แต่น้อย
เป็นการตัดสินที่ผิดพลาดของผู้ตัดสินที่ตัดสินใจให้ใบเหลืองที่สองแก่หมายเลข 10 ของบราซิล ทั้งที่มองไม่เห็นเหตุการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น เหตุใด เกเดอร์ เกอิต้า จึงล้มลงไปนอนดิ้นนอนหงายขนาดนั้น
แน่นอนครับว่าเป็นการกระทำที่น่าละอายใจของ เกอิต้า ไม่ว่าจะเป็นความตั้งใจหรือเป็นเพียงแค่ความคุ้นชินกับการเล่นละครตบตา เป็นปฏิกริยา Reflect ตอบสนองฉับพลันเมื่อโดนคู่แข่งสัมผัสกาย
ช่างเถิด อย่างน้อยที่สุดบราซิล ยังชนะแม้จะเหมือนเจียนอยู่เจียนไปก็ตามในช่วงท้ายเกม เพราะนักเตะ “ตราช้าง”สวมวิญญาณพลายงามตกมันไล่กระทืบอย่างสนุกเท้า กระทืบทั้งบอล กระทืบทั้งคนจนไอ้หนุ่มแซมบ้าสะบักสะบอมไปหมด
สีหน้า ท่าทาง ของเวย์น รูนี่ย์, สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด, ฟาบิโอ คาเปลโล่ เรื่อยไปจนถึง เดวิด เบ็คแฮม ที่อยู่ข้างสนามมันบ่งบอกอะไรได้หลายอย่างอยู่นะครับ
เจ็บปวด สับสน ไม่เข้าใจ ไม่ได้ดั่งใจ ทำอะไรไม่ถูก
หรืออาจสรุปได้ออกมาเป็นคำเดียวสั้นๆว่า “โว๊ย”
ผมเองในฐานะที่คนที่เฝ้าดูก็เห็นใจนะครับ แม้จะไม่ได้เชียร์แต่ด้วยความที่เราเห็นกันมาแต่อ้อนแต่ออก จะให้ทิ้งไปไม่ใยดีกับทีมอังกฤษ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าใกล้ที่สุดทั้งตัวและหัวใจ ก็ทำไม่ลง
ง่วงขนาดไหนก็ต้องกัดฟันดูให้ได้จนจบเกม
และสิ่งที่เห็นก็เป็นความจริงที่น่าเจ็บปวดของอังกฤษ
ณเข็มนาฬิกาเดินไปนี้อย่าเพิ่งถามถึงคำว่าแชมป์ฟุตบอลโลก
พวกเขายังไม่ดีพอที่จะชนะใครได้ เพราะพวกเขายังไม่สามารถเอาชนะตัวเองได้เลย
โฆเซ่ มานูเอล เรน่า นายทวารมือหนึ่งทีม “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล ยอมรับเป็นครั้งแรกว่ากังวลว่า 2 ซูเปอร์สตาร์ประจำทีมอย่าง เฟร์นานโด ตอร์เรส และ สตีเฟ่น เจอร์ราร์ด อาจจะตัดสินใจย้ายออกจากแอนฟิลด์หลังจบฤดูกาลนี้
จากกระแสข่าวเรื่องอนาคตที่ไม่แน่นอนของนักเตะสตาร์ในทีมลิเวอร์พูล โดยเฉพาะรายของ ตอร์เรส และ เจอร์ราร์ด สองเสาหลักที่มีข่าวจะย้ายทีมตลอดเวลา ทางด้าน เรน่า ที่กำลังอยู่ระหว่างการปฏิบัติภารกิจเล่นฟุตบอลโลกก็ยอมรับว่ากระทั่งตัวเองก็กังวลใจเช่นกัน
“แน่นอนว่ามีความกังวลกันในเรื่องของเฟร์นานโด กับสตีวี่” เรน่า กล่าว “ไม่ใช่เฉพาะพวกเขาแต่รวมถึงคนอื่นๆด้วย ทุกทีมมองสตีวี่ และเฟร์นานโด ว่าเป็นสตาร์ดังซึ่งก็๋เหมือนเรา และถ้าไม่มีพวกเขา มันก็คงจะเป็นการยากที่จะทำอันดับให้ได้สูงใฤดูกาลหน้า”
นอกเหนือจาก 2 รายดังกล่าว ลิเวอร์พูล ยังสุ่มเสี่ยงที่จะเสียนักเตะรายอื่นๆด้วยทั้ง ยอสซี่ เบนายูน และฮาเวียร์ มาสเชราโน่ รวมถึงเดิร์ค เคาท์ ที่ก็มีข่าวย้ายทีมกันแทบทุกคน อันเนื่องจากสภาพแตกแยกในทีมหลังทีมตกต่ำและราฟา เบนิเตซ ออกจากตำแหน่ง
Credit : Sportinter.com
เป็นแฟนหงส์ต้องอดทนจริงๆครับ เพราะในขณะที่ติดตามฟุตบอลโลกกันอย่างสนุกสนาน ก็ยัง “พาล” มีข่าวทำให้หัวใจอ่อนเพลียเข้ามาเป็นระยะๆ
ข่าวที่ออกมาเยอะมากครับ ซึ่งผมเองก็ต้องขออภัยไ่ม่ได้ทำหน้าที่ “เล่าข่าว” ตรงนี้เลย เพราะสมาธิไปจดจ่ออยู่กับฟุตบอลโลกอย่างเดียว พยายามจะรีดเร้นพลังในการเขียนออกมาให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนนึงก็เพื่อผู้อ่าน และอีกส่วนเพื่อ “พิสูจน์” ตัวเองว่ายังมีไฟ และสามารถเขียนหนังสือได้ดีอยู่
วันนี้ฤกษ์งามยามดี ก็ขออนุญาตมาสรุปประเด็นข่าวให้อ่านกันเลยแล้วกันนะครับ
แม้ฟุตบอลโลกจะผ่านมาแค่ 2 วันแต่ผมก็เริ่มมีอาการ “ตาแฉะ”กันบ้างแล้วครับ
ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะหากนับชั่วโมงแห่งการเฝ้าติตดามฟุตบอลโลกรวมกัน เฉพาะเมื่อคืนวันเสาร์ = 9-10 ชั่วโมงต่อเนื่องเลยทีเดียวนับตั้งแต่ 6 โมงเย็นไปจนถึงตี 4 ของอีกวัน
ยิ่งคนข่าวสายฟุตบอลอย่างผม ไม่สามารถจะดูเพื่อความบันเทิงได้เพียงอย่างเดียว ต้องดูให้รู้ มองให้ออก วิเคราะห์ให้เป็น จำเป็นต้องใช้สมาธิสูงกว่าการดูฟุตบอลปกติ
บวกกับการพักผ่อนที่ไม่ค่อยพอ คูณเข้าไปกับวัยที่เพิ่มขึ้น อาการ “สังขารโรยรา” ก็เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างง่ายๆ
ไม่เป็นไรครับ สำหรับคนข่าวสายฟุตบอลเรื่องพวกนี้ถือเป็น “ของชิน”
และเวทีใหญ่อย่างฟุตบอลโลก ก็ถือเป็นช่วงเวลา “ปล่อยของ”ที่เราต้องพยายามทำให้ดีที่สุด ไม่ต่างอะไรจากนักฟุตบอลที่เฝ้ารอคอยโอกาสเช่นนี้ทุกๆ 4 ปี
การันตีได้ครับว่า ผมจะพยายามทุ่มเททำให้ดีที่สุดและจะยืนระยะให้ได้ตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์
แฮนเซ่น : มันถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว
“6 ปีที่ผ่านไปภายใต้ เบนิเตซตอนนี้ิลิเวอร์พูล ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว และต้องให้เครดิตนี้กับทางด้าน คริสเตียน เพิร์สโลว กับ มาร์ติน บราฟตัน ที่เด็ดเดี่ยวในการตัดสินใจครั้งนี้”
“แต่ไม่ว่าใครก็ตามเข้ามาก็ต้องเจอกับงานช้างแมมมอธ หนึ่งก็คือต้องทำงานด้วยความว่างเปล่าและต้องตระหนักว่ายังมีอะไรอีกมากที่รออยู่ข้างหน้า”
“เราอาจต้องรออีก 3-4 ปีกว่าที่ ลิเวอร์พูล จะกลับมาเป็นอย่างที่ควรจะเป็น”
“ถึงราฟา จะมีเหตุผลมากมายที่จะอ้างได้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของสโมสร, นักเตะตัวหลักหลุดฟอร์ม, ปัญหาการเงิน แต่เขาก็เป็นคนที่เติมเต็มทีมได้แย่มากด้วยการซื้อนักเตะที่ไร้คุณภาพ”
“ราฟา ทำผิดพลาดมากเกินไปในหลายๆคน ในช่วงที่ผ่านมาเขาไม่ได้ซื้อใครที่ดีเลยนอกจาก ตอร์เรส, มาสเชราโน่ และจอห์นสัน แต่พวกนี้ก็คือนักเตะราคาแพงที่การันตีคุณภาพได้อยู่แล้ว”
“ราฟา มีเงินให้ใช้ แต่ในการซื้อนักเตะ 3-5 ล้านปอนด์ เด็กพวกนี้ไม่ดีพอเลย และมันก็ทำให้ขุมกำลังของทีมแย่มากๆในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา”
เรดเดอร์ : ลิเวอร์พูลต้องเลือกระหว่าง ราฟา กับ เจอร์ราร์ด
“มันเป็นการตัดสินใจที่ทำให้ใครหลายคนต้องประหลาดใจ แต่พวกเขา (สโมสร) จำเป็นต้องทำ และต้องทำให้เร็วด้วย สำหรับผม มันเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง”
“เมื่อเวลาที่ตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีการพูดกันว่า เจอร์ราร์ด [...]
ข่าวการเซ็นสัญญากับ จอนโจ เชลวีย์ กองกลางดาวรุ่งวัย 18 ปีจากทีม “ดิ แอดดิกส์”หรือที่รู้จักกันแบบไทยๆว่า “ดาบอัศวิน”ชาร์ลตัน สร้างความตื่นเต้นได้บ้างเล็กน้อยในช่วงก่อนเกมยูโรป้า ลีก รอบรองชนะเลิศกับ แอตเลติโก มาดริด
ตามรายงานข่าวเกือบทุกสำนักชี้ตรงกันว่า จอนโจ เป็น “วันเดอร์คิด”คนนึงของวงการฟุตบอลอังกฤษ และมีอนาคตที่น่าสดใสรออยู่
สตีวี่จีเบิ้ล! หงส์ส่งเบิร์นลี่ย์ตกชั้นบุกถล่มยับ 4-0
“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล กู้หน้ากลับมาได้โดยบุกไปถล่ม “เดอะ คลาเร็ตส์”เบิร์นลี่ย์ ที่น่าสงสารขาดลอยถึง 4-0 ทั้งที่ความจริงเจ้าถิ่นก็มีโอกาสแต่ฟ้าไม่เป็นใจในนัดนี้ และต้องตกชั้นไปแบบน่าเศร้า
เกมคู่นี้ออกสตาร์ทมาเป็นทาง ลิเวอร์พูล ที่มีการปรับเปลี่ยนทีมกันเล็กน้อยโดยมีชื่อของ อัลแบร์โต้ อาควิลานี่, ไรอัน บาเบิล และ ดาเนี่ยล อยาล่า ลงสนามเป็นตัวจริงด้วย ขณะที่ เบิร์นลี่ย์ ก็มีการเซ็ตเกมตอบโต้ได้ดีตามสมควร เรียกว่าไม่ได้ดูเป็นรองมากนัก
จากกรณีข่าวการยืนยันจากสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า ให้ดำเนินการแข่งชันฟุตบอลรายการสโมสรยุโรปตามปกติ แม้จะเสียงคัดค้านให้เลื่อนการแข่งออกไปก่อนเนื่องจากขณะนี้ทั่วภูมิภาคยุโรปประสบปัญหาการคมนาคมทางอากาศเป็นอัมพาต อันเป็นผลจากภูเขาไฟระเบิดในไอซ์แลนด์ ส่งให้ควันภูเขาไฟพวยพุ่งขึ้นสู่ฟากฟ้าจนเป็นอุปสรรคในการเดินทาง
การยืนกรานดังกล่าวทำให้สโมสรที่ต้องเล่นเป็น “ทีมเยือน” ในรายการสโมสรยุโรปทั้ง 2 ถ้วยทั้ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และ ยูโรป้า ลีก ต้องปฏิบัติตามอย่างไม่สามารถคัดค้านได้ และจำเป็นต้องหาวิธีการเดินทางกันด้วยตัวเอง
อาทิ บาร์เซโลน่า เลือกใช้การนั่งรถโค้ชเดินทางจาก บาร์เซโลน่า เพื่อไปยังเมือง มิลาน ในประเทศอิตาลี เพื่อเปิดศึกกับทางด้าน อินเตอร์มิลาน ในเกมรอบรองชนะเลิศนัดแรก ซึ่งต้องใช้เวลากว่า 10 ชั่วโมง
แน่นอนการเดินทางระยะทางไกลและใช้เวลามากขนาดนี้เป็นเรื่องที่ไม่ “สะดวก” นัก โดยเฉพาะสำหรับนักกีฬาที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีความสมบูรณ์พร้อมทั้งร่างกายและจิตใจที่จะลงทำหน้าที่ในสนามแข่งขัน
โดยส่วนตัวผมเองเคยมีประสบการณ์ในการนอนแค่ 3 ชั่วโมงก่อนจะต้องรีบตื่นแต่เช้าเพื่อจับรถไฟเที่ยว 7 โมงเช้าในเมืองเบิร์น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เพื่อขึ้นรถไฟ “เที่ยวเดียว” ของวันที่จะเดินทางไปยังกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ที่ใช้ระยะเวลาการเดินทาง 12 ชั่วโมง
โดยที่หลังเกมจบลงไม่ถึงชั่วโมงก็ต้องรีบกลับมาที่สถานีรถไฟเพื่อที่จะจับรถไฟเที่ยวกลับ นั่งอีก 12 ชั่วโมงเพื่อกลับมายังกรุงซูริค อีกครั้ง
แน่นอนครับว่ามันเป็นประสบการณ์แนว“ครั้งหนึ่งในชีวิต” [...]
Thursday, June 24, 2010
3 Comments