A A
RSS

[WC2010 Special] Day 22 : เทพีแห่งโชค และ ‘ดรีมไฟนัลที่หายไป’

Sat, Jul 3, 2010

friday & a KOPpuccino

simbas

สิ่งหนึ่งที่เป็นเสน่ห์ของการแข่งขันฟุตบอลโลก คือเหตุการณ์ที่พลิกผัน มีความขัดแย้ง และทำให้เกิดความรู้สึกที่รุนแรง สร้างได้ทั้งรอยยิ้มและคราบน้ำตา

มันคือความ Dramatic ที่ยากจะหาคำอะไรมาบรรยาย

ไม่มีใครจะรู้ดีว่าลึกที่สุดของหัวใจ หลุยส์​ซัวเรซ กำลังคิดอะไรอยู่หลังการตัดสินใช้มือปัดบอลลูกนั้นเพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ทีมต้องตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

เช่นกันกับความรู้สึกของ กียาน อซาโมอาห์ ว่ามันบิดเบี้ยวและซับซ้อนแค่ไหนเมื่อโอกาสที่จะเป็นวีรบุรุษของชาติได้หลุดลอยออกในจังหวะที่ลูกฟุตบอลพุ่งไปชนคาน

ความรู้สึกของผู้คนหลายหมื่นคนที่อยู่ในสนามจะเป็นเช่นไร

นี่คือเสน่ห์ล้ำลึกของฟุตบอล เกมกีฬาที่สามารถกุมหัวใจของโลกทั้งใบเอาไว้ และสร้างนิทานเรื่องแล้วเรื่องเล่าขึ้นมามากมาย

เสียใจกับกานา ด้วยจริงๆครับ สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันอยู่นอกเหนือจากการควบคุมของเหล่าขุนพลในสนามอย่างแท้้จริง

มันเป็นเรื่องของใครบางคนที่อยู่บนฟ้า และเลือกที่จะมอบรอยยิ้มแห่งโชคชะตาให้กับขุนพลอุรุกวาโย่มากกว่า

สำหรับคู่บิ๊กแมตช์ที่ลงเล่นกันไปตั้งแต่ช่วงหัวค่ำระหว่าง บราซิล กับ ฮอลแลนด์ สองทีมที่ต้องแข่งกันเพื่อ Write the Future นั้นมีความ​“ดราม่า” น้อยกว่าอยู่พอสมควร

แต่ก็ไม่ใช่เกมที่ไม่มีอะไรให้พูดถึงเลย

ก่อนลงสนามตามประสาเกมยักษ์ชนยักษ์แบบนี้ มันมีอะไรให้พูดถึงเยอะครับ ถ้าเอาง่ายๆไม่ซับซ้อนก็คือเอาผู้เล่นสองฝ่ายมาเทียบกันบนหน้ากระดาษ

ชื่อชั้นใครดีกว่า เหนือกว่า ว่ากันไป

ถ้าลงลึกไปมากกว่านั้นก็คือการพูดถึงรายละเอียดในเรื่องของแท็คติกส์, เกมแพลน,​ฟอร์มการเล่น และปัจจัยที่จะนำไปสู่ชัยชนะได้

ถามใจตรงๆ - ผมก็ยังแอบให้เครดิต “ลา เซเลเซา” เหนือกว่าอยู่เล็กน้อย

เหตุผลนั้นก็เพราะดูจากฟอร์มการเล่น และแนวโน้ม ขุนพลนักเตะของคาร์ลอส ดุงก้า เริ่มที่จะปรับจูนกันเข้าที่และมีความลงตัวมากขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในเกมรุกที่ กาก้า เริ่มจะเปล่งรัศมีเทพบุตรออกมาช่วยทีมร่วมกับเพลย์บอยตัวน้อยอย่าง โรบินโญ่ และ หลุยส์ ฟาเบียโน่

ขณะที่ฮอลแลนด์ ทีมของ เบิร์ต ฟาน มาร์ไวค์ ยังดูขาดๆเกินๆอยู่เล็กน้อย และที่่ผ่านมาก็ยังไม่ได้เจอกับของยากของจริงอะไรแม้แต่ทีมเดียว

ประตูขึ้นนำอย่างรวดเร็วของ โรบินโญ่ ตอกย้ำความรู้สึกของผมมากครับว่า นาทีนี้บราซิลเหนือกว่า

และรูปเกมตลอดครึ่งแรกมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

ดุงก้า วางกลหมากเอาไว้ง่ายๆครับ เพราะการเจอกับทีมใหญ่ระดับใกล้เคียงกันทำให้พวกเขาไม่จำเป็นต้องเปิดเกมรุกพร่ำเพรื่อ ใช้การสวนกลับ และเข้าทำที่รวดเร็ว ขอแค่เคาะบอลไม่เกิน 4 จังหวะถึงพื้นที่สุดท้าย

ที่เหลือด้วยจินตนาการ ด้วยความสามารถ และด้วยไหวพริบของเหล่า “อมาเรรินญ่า” ไม่มีอะไรที่พวกเขาทำไม่ได้

สิ่งที่ปรากฏมันชัดเจนครับว่าโมเมนตัมทุกอย่างไหลไปเข้าทางบราซิล ทั้งหมด พวกเขาควบคุมทุกอย่างเอาไว้ใต้ฝ่าเท้า

ขุนพลออรานเย่ ทำอะไรแทบไม่ได้เลยจริงๆในช่วง 45 นาทีแรก

ณ นาทีนั้น ขออนุญาตสารภาพครับว่าระหว่างพักครึ่งเวลา ผมแอบคิดไปไกลถึง “ดรีมไฟนัล”​ระหว่าง บราซิล กับอาร์เจนติน่า หรือบราซิล กับสเปน

คิดไปถึงขนาดว่า จะทำสกู๊ปอะไรประเด็นไหนไว้รอเกมนี้ดี - ไปไกลขนาดนั้นครับคิดดู!

แต่ทุกอย่างมันมาพลิกผันเอาก็ตอนที่ลูกเปิดวัดใจของ เวสลีย์ สไนจ์เดอร์​ไปแฉลบหัวของ เมโล่ เปลี่ยนทางเข้าประตูตัวเองไป

มันเป็นประตูที่มาอย่างไม่คาดฝันครับ ไม่ว่าจะกับทั้งฝ่ายบราซิล หรือแม้แต่ฮอลแลนด์เองก็ตาม

แน่นอนครับว่าประตูนี้ได้พลิกโฉมหน้าของเกมไปอย่างสิ้นเชิง

หลังจากนั้นเหล่าอัศวินสีส้มกลับมาบงการเกมได้ทั้งหมด ความสมดุลในเกมกลับคืนมา และตัวอันตรายที่ทำท่าเหมือนหัวเทียนบอดอย่าง อาร์เยน ร็อบเบน ก็ “คืนชีพ” กลับมาจุดประกายให้กับทีมได้ต่อ

ความจริง ณ​เข็มนาฬิกานั้น มันไม่ได้แปลว่าโมเมนตัมทุกอย่างจะไหลกลับไปทางฮอลแลนด์ครับ

การตีเสมอนั้นมีค่าเท่ากับการดึงความสมดุลระหว่างเกมกลับมาเท่านั้น

เป็นบราซิล ที่ทำร้ายตัวเองต่อด้วยอาการสั่นไหวของหัวใจ สภาพจิตใจที่เคยสงบนิ่งเริ่มโดนทดสอบอย่างหนักหน่วง

ครับ - พวกเขาสอบไม่ผ่านอย่างเห็นได้ชัด

นักเตะเซเลเซา ไม่สามารถที่จะดึงจังหวะเกมกลับมาได้ นอกจากนี้ยังมาถูกเล่นงานด้วยลูกสูตรที่ถูกซักซ้อมมาแบบเป๊ะๆในอีกไม่กี่นาทีหลังจากที่เสียประตูแรก

ป้อมปราการที่แข็งแกร่งของ ดุงก้า ถูกพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง

และใบแดงของเฟลิเป้ เมโล่ ซึ่งความจริงตลอดเกมก่อนหน้าจะเสียประตูก็ทำหน้าที่ได้ดีมาก โดยเฉพาะการจ่ายทะลุช่องให้ โรบินโญ่ เข้าไปทำประตูตั้งแต่นาทีที่ 10 ก็เป็นการรูดม่านปิดฉากบราซิล ในรายการนี้

พวกเขาไม่มี “อภินิหาร” มากพอที่จะพลิกสถานการณ์กลับมาได้ และฮอลแลนด์ ก็ไม่ปล่อยให้ตัวเองผิดพลาดซ้ำสองอีก

ดุงก้า จะโดนเล่นงานในจุดนี้แน่นอนครับจากสื่อในบ้านเกิด เพราะเดิมการเลือกตัวผู้เล่นก็ไม่ถูกใจแฟนๆเท่าไหร่อยู่แล้ว แต่ผลงานที่ดีมาโดยตลอดก็คุ้มกะลาหัวได้จนถึงเมื่อวานนี้

แต่นับจากวันนี้ไม่มีอะไรจะคุ้มครองเขาได้ครับ และล่าสุดดุงก้า ก็ได้แสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว

ความผิดของดุงก้า ในสายตาและความรู้สึกของคนบราซิล คือการทำทีมที่แทบไม่ได้ยึดแนวทางของบรรพบุรุษ ไม่ได้เล่นในปรัชญา “จิงก้า”​หรือ “โจกา โบนิโต้”

อดีตกัปตันทีมชุดแชมป์โลก 1994 เลือกที่จะทำทีมตามรอยของ คาร์ลอส อัลแบร์โต้ ปาร์ไรร่า ที่นำเขาเป็นแชมป์โลกมาแล้ว และเติมส่วนผสมของฟุตบอลสมัยใหม่เข้าไปจนหลายคนจำแทบไม่ได่้ว่านี่คือบราซิล

พูดกันอย่างยุติธรรม ฮอลแลนด์ เองก็เดินตามในแนวทางใกล้เคียงกัน

ฟุตบอลของ ดุงก้า และ ฟาน มาร์ไวค์ เน้นประสิทธิภาพก่อนความสวยงาม และผลการแข่งขันสำคัญกว่ารูปเกม ซึ่งหากสลับเปลี่ยนเป็นบราซิล ที่ชนะในเกมนี้ ฟาน มาร์ไวค์ ก็จะโดนวิพากษ์ไม่แตกต่างกัน

มันเป็นการทำทีมที่ไม่ได้หวังเพื่อชนะใจคนในแว้บแรกที่ได้เห็น แต่หวังไปไกลกว่ากับการจารึกชื่อให้เป็นอมตะเมื่อคว้าชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ได้

น่าสนใจครับว่าขุนพลออรานเย่ ยุคใหม่จะผ่านทีมจอมปาฏิหารย์อย่างอุรุกวัยได้หรือไม่

และคืนนี้เราจะได้ทราบครับว่าสายล่างที่ “หิน” กว่านั้น ใครบ้างที่จะได้มีโอกาสเข้าไปสู่เส้นทางแห่งความฝัน

ส่วนตัวผม ถึงจะเสียดายที่จะไม่ได้เห็นนัดชิงในฝัน แต่ฟุตบอลโลกหนนี้ในความรู้สึกของผมยังไม่จบ

คืนนี้เรามีนัดกันอีกครับ ว่าเราจะได้เห็นเกม “ดราม่า” อีกหรือไม่ และเทพธิดาแห่งโชคจะหันไปยิ้มให้กับใคร

Tags:

Leave a Reply

Categories

Archives

สมัครสมาชิก/Log in-Log out