[WC2010 Special] Day 24+25 : ทีม ‘ที่รัก’
ได้มีเวลาพักสมองให้เบาๆกัน 2 วัน สดชื่นขึ้นบ้างหรือเปล่าครับ?
ผมเองก็ดีใจครับที่ได้มีเวลาให้สมอง ร่างกาย และจิตใจได้คลายความอ่อนล้าลงไปบ้าง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการเขียนคอลัมน์ประจำทุกวันมันเป็นงานที่หนักและกินพลังงานสูง
ไม่ได้แค่พลังร่างกาย แต่ยังมีพลังความคิด และพลังจิตใจที่ต้องใช้รวมกันทั้งหมด
กัดฟันเขียนได้ผ่านมาจนถึงโค้งสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่ทางตรงที่ 2 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกจะ “สปรินต์” ใส่เกียร์สุนัขกันเพื่อเข้าเส้นชัย ก็รู้สึกดีใจแล้วครับ
ดีบ้างไม่ดีบ้าง ถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง ก็ว่ากันไป ใครอ่านแล้วชอบผมก็ดีใจครับ แต่ถ้าอ่านวันไหนแล้วขัดใจตรงนี้ก็ต้องขออภัยด้วย ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ผิดหวังหรือไรครับ เพราะชีวิตนักเขียนก็ไม่ต่างอะไรจากนักฟุตบอล
มันมีวันที่ฟอร์มดี ฟอร์มตก และวันอับโชคบ้างเป็นธรรมดา ^^”
บางวันมีเวลาเขียนน้อยเพราะติดภาระกิจอื่นก็ทำให้เขียนได้ไม่เต็มที่ บางวันมีเวลาเขียนมาก นอนอิ่มก็อาจจะถ่ายทอดได้ครบถ้วนดีหน่อย อันนี้เป็น “หลังฉาก”ที่หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าชีวิตนักข่าว-นักเขียนนั้นเป็นอย่างไร
ถามว่าเหนื่อยไหม? เหนื่อยครับ
แต่เมื่อใจยังรัก ทำแล้วมีความสุขก็ทำต่อไป ขนาด “อานิกร-ก. ป้อ หล่วน” คุณครูนักเขียนอายุอานามใช่น้อย ยังแบกเป้ตะลุยแอฟริกาใต้ เขียนผลงานกลับมาให้ลูกๆหลานๆอ่านได้ทุกวันอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย
รุ่นลูกอย่างผมถ้าถอดใจก็อายอานิกรเขาแย่ครับ อิๆ
สบายๆครับวันนี้ ไม่อยากจับประเด็นอะไรให้ซีเครียด หรือเขียนอะไรให้ตีความกัน 8-9 ตลบ แล้วตอนจบก็ไม่เข้าใจว่าผู้เขียนอยากสื่ออะไร
ณ เข็มนาฬิกาเดินไป ก็แค่อยากจะถ่ายทอดความรู้สึกซื่อตรง ว่า “ประทับใจ”กับภาพเหลือเชื่อที่ได้เห็น
เปล่า - ไม่ใช่น้องหมึก “พอล”ที่กำลังโด่งดังยิ่งกว่ากูรูคนไหนในบอลโลก ด้วยความที่ฟันธงกันแม่นขนาด ถึงขั้นที่มีแฟนบอล “ลา โรฆา”ต้องตัดต่อภาพเสมือนว่าน้องหมึกพอล “เขมือบหอย” (กรุณาอย่าคิดลึกครับ แต่โดยส่วนตัวมันช่วยไม่ได้ที่ผมอดคิดถึงเฮียเพลย์-เฮียพอล-เพลย์เมคเกอร์ เจ้าของสมญา “มือปลาหมึก”ขึ้นมา อิๆ) ในกล่อง “สเปน” เพื่อติ๊งต่างทำนายว่าทีมกระทิงดุจะเข้ารอบชิง
ที่จะเล่ามันเป็นภาพชุดการ “กลับบ้าน” ของทีมชาติอาร์เจนติน่่า ที่ได้รับการต้อนรับที่ค่อนข้างผิดความคาดหมายครับ
นึกว่าจะโดนอัดจนเละเหมือนบราซิล ที่แทบจะต้องมุดดินออกจากสนามบินเพราะแฟนบอลต่างมารอต้อนรับขับสู้ด้วยคำด่าที่กรีดหัวใจกว่าเสียงวูวูเซล่า โดยเฉพาะ เฟลิเป้ เมโล่ ที่โดนหนักไม่น้อยไปกว่า เดวิด เบ็คแฮม ในวันที่กลับมาถึงอังกฤษ หลังฟุตบอลโลก 1998
ตรงกันข้าม แฟนบอล “อัลบิเชเลสเต้” กลับให้การต้อนรับที่อบอุ่นราวกับนักเตะชุดนี้ไปคว้าแชมป์โลกมาได้ที่ไหน
ขบวนรถฟ้าขาวเดินทางผ่านตรงไหน ก็มีแฟนบอลล้อมรอบ ส่งเสียงเรียกร้อง ให้กำลังใจ สู้ต่อไปอาร์เจนติน่า สู้ต่อไปดีเอโก้
Vamos Argengina! Vamos Diego!
ทั้งๆที่พวกเขาไปได้ไกลที่สุดแค่รอบ 8 ทีมสุดท้าย และยังโดนคู่แข่งตลอดกาล (อีกทีม) อย่าง เยอรมนี ถล่มขาดลอยหมดสภาพถึง 4-0 แท้ๆ
มันก็ชวนให้คิดนะครับว่าทำไมสองชาติที่ตกรอบเหมือนกันแท้ๆ แต่กลับเผชิญกับชะตากรรมที่แตกต่างกันเหลือเกิน?
พูดกันตามตรง บราซิล ของคาร์ลอส ดุงก้า ก็ไม่ได้ขี้เหร่ไปกว่าอาร์เจนติน่า ของ “เอล ดีเอโก้” เสียเท่าไหร่ แชมป์ก็ได้มาแล้ว 2 รายการทั้ง โคปา อเมริกา และคอนเฟดเดอเรชันส์ คัพ ผลงานในรอบคัดเลือกรึก็ไม่ขี้เหร่ สวนทางกับอาร์เจนติน่า ที่กว่าจะเข้ารอบสุดท้ายได้ก็แทบจะต้องคลานเข้ามาอยู่แล้ว
อะไรคือความแตกต่าง?
คำตอบง่ายๆที่คิดได้ก็คือ คนอาร์เจนติน่า รักและศรัทธาในเทพเจ้าลูกหนังของเขามากเกินกว่าจะกล่าวร้ายใส่
ในวันที่แทบไม่เหลือใครจะกอบกู้ทีม มาราโดน่า คือคนเสนอตัวเข้ามา คือคนที่ยื่นมือเข้ามา รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนดี คนเก่งที่สุดในเส้นทางสายนี้ แต่ก็ยังกล้าที่จะแบกรับความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงนี้อย่างไม่เคยคิดปฏิเสธ
เพราะนี่คืออาร์เจนติน่าที่รักยิ่งของเขา เขาคือคนเลือกที่จะทำงานเอง และชาวอาร์เจนไตน์ก็ยินดีและเห็นด้วย
ภาพวีรบุรษในความทรงจำยังไม่เคยจางหาย แม้จะทุลักทุเลอยู่บ้างในรอบคัดเลือก เอล ดีเอโก้ ก็ยังเป็นบุรุษที่น่าเกรงขามเสมอ
อาร์เจนติน่า ในวันนี้ไม่บอบช้ำนักเพราะ “บารมี” ของเสือเตี้ยคุ้มหัวไว้ - อันนี้จริงแท้แน่นอน
อีกประเด็นที่น่าจะทำให้ขุนพลอาร์เจนไตน์ รอดตัวมาได้หวุดหวิดก็คือผลงานในฟุตบอลโลกนั้นไม่น่าเกลียดเลย
พวกเขาอาจจะไม่ได้เล่นได้ดีที่สุด จุดบกพร่องยังมีให้เห็นเต็มไปหมด และความหวังเบอร์หนึ่งอย่าง เลโอ เมสซี่ ก็ทำไม่ได้แม้แต่ประตูเดียว
แต่ด้วย “สไตล์” การเล่นที่เน้นฟุตบอลเกมรุก ใช้ระบบง่ายๆไม่ซับซ้อน คือปล่อยให้จอมเทพแต่ละคนได้ใช้จินตนาการเล่นกันอย่างเต็มที่ หวือหวา ฮือฮา คิดอะไรไม่ออกก็ฝากบอลไว้ที่เมสซี่ก่อน มันเป็นสูตรที่ “ง่าย” แต่ “โดน”
ปฏิเสธไมไ่ด้ครับว่า นอกเหนือจาก เยอรมนี ก็มีอาร์เจนติน่า นี่แหละครับที่แฟนบอลอยากจะเปิดทีวีช่วยลุ้นไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นแฟนฟ้าขาวหรือไม่ก็ตาม
ในความเห็นส่วนตัว ฟุตบอลสไตล์ตามใจฉันของอาร์เจนติน่า น่าดูกว่าฟุตบอลระบบขั้นเทพอย่างสเปน ที่ทุกฟังชั่นการใช้งานถูกออกแบบมาอย่างดีที่สุดเสียด้วยซ้ำไป
เมื่อสไตล์การเล่นมันชนะใจคน เล่นแบบไม่อึดอัด เล่นแล้วน่าเอาใจช่วย เล่นแล้วสร้างรอยยิ้ม สร้างความสุขให้แฟนๆได้ มันก็จบแล้วครับ
สำหรับคนกีฬา จะมีอะไรดีไปกว่าการได้ดูเกมสนุกๆที่เล่นเอาใจคนดูอีก?
กีฬามีแพ้-ชนะ แน่นอนว่าใครก็อยากจะชนะ แต่สิ่งสำคัญก่อนจะชนะคนอื่นได้ก็คือต้องชนะตัวเองก่อน
บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องเน้นฟุตบอลเกมรุกครับ บางทีฝีเท้าเป็นรองจำเป็นต้องตั้งรับก็ยังชนะใจได้เหมือนกัน ขอแค่เล่นเต็มที่ สู้สุดหัวใจ อยู่ในกติกา เคารพทั้งตัวเอง คู่แข่ง และแฟนบอล เท่านั้นก็พอ
ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ และบราซิล กลับบ้านมาในสภาพบอบช้ำเพราะนอกจากจะไม่ชนะคู่แข่งแล้ว ก็ยังเล่นไม่ชนะใจแฟนบอลด้วยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม
ขณะที่อาร์เจนติน่า นอกจากโค้ชจะเป็นขวัญใจมหาชน ผลงานก็ไม่ถึงกับขี้เหร่มาก พวกเขาจึงเป็นทีมที่แฟนบอลรักและมอบหัวใจให้ พวกเขาคือทีม “ที่รัก” ของทุกคน
รักเพราะเชื่อว่าทีมของมาราโดน่า ได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว แพ้ชนะไม่สำคัญ ยังมีมืออุ่นๆพร้อมจะตบลงบนไหล่เพื่อให้กำลังใจ สู้ต่อไปในวันข้างหน้า
สำหรับผู้มีความมานะพากเพียร ย่อมมีรางวัลสำหรับความพยายามเสมอ
ภาพที่เกิดขึ้นที่อาร์เจนติน่า แทนความจริงข้อนี้ได้ดีทีเดียวครับ
Tags: ดีเอโก้ มาราโดน่า, ฟุตบอลโลก 2010


Tue, Jul 6, 2010
friday & a KOPpuccino