A A
RSS

[WC2010 Special] Day 24+25 : ทีม ‘ที่รัก’

Tue, Jul 6, 2010

friday & a KOPpuccino

simbas

ได้มีเวลาพักสมองให้เบาๆกัน 2 วัน สดชื่นขึ้นบ้างหรือเปล่าครับ? :)

ผมเองก็ดีใจครับที่ได้มีเวลาให้สมอง ร่างกาย และจิตใจได้คลายความอ่อนล้าลงไปบ้าง ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าการเขียนคอลัมน์ประจำทุกวันมันเป็นงานที่หนักและกินพลังงานสูง

ไม่ได้แค่พลังร่างกาย แต่ยังมีพลังความคิด และพลังจิตใจที่ต้องใช้รวมกันทั้งหมด

กัดฟันเขียนได้ผ่านมาจนถึงโค้งสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่ทางตรงที่ 2 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลกจะสปรินต์ใส่เกียร์สุนัขกันเพื่อเข้าเส้นชัย ก็รู้สึกดีใจแล้วครับ

ดีบ้างไม่ดีบ้าง ถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้าง ก็ว่ากันไป ใครอ่านแล้วชอบผมก็ดีใจครับ แต่ถ้าอ่านวันไหนแล้วขัดใจตรงนี้ก็ต้องขออภัยด้วย ไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ผิดหวังหรือไรครับ เพราะชีวิตนักเขียนก็ไม่ต่างอะไรจากนักฟุตบอล

มันมีวันที่ฟอร์มดี ฟอร์มตก และวันอับโชคบ้างเป็นธรรมดา ^^”

บางวันมีเวลาเขียนน้อยเพราะติดภาระกิจอื่นก็ทำให้เขียนได้ไม่เต็มที่ บางวันมีเวลาเขียนมาก นอนอิ่มก็อาจจะถ่ายทอดได้ครบถ้วนดีหน่อย อันนี้เป็นหลังฉาก”​ที่หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าชีวิตนักข่าว-นักเขียนนั้นเป็นอย่างไร

ถามว่าเหนื่อยไหม? เหนื่อยครับ

แต่เมื่อใจยังรัก ทำแล้วมีความสุขก็ทำต่อไป ขนาดอานิกร-. ป้อ หล่วนคุณครูนักเขียนอายุอานามใช่น้อย ยังแบกเป้ตะลุยแอฟริกาใต้ เขียนผลงานกลับมาให้ลูกๆหลานๆอ่านได้ทุกวันอย่างมิรู้เหน็ดเหนื่อย

รุ่นลูกอย่างผมถ้าถอดใจก็อายอานิกรเขาแย่ครับ อิๆ

สบายๆครับวันนี้ ไม่อยากจับประเด็นอะไรให้ซีเครียด หรือเขียนอะไรให้ตีความกัน 8-9 ตลบ แล้วตอนจบก็ไม่เข้าใจว่าผู้เขียนอยากสื่ออะไร

เข็มนาฬิกาเดินไป ก็แค่อยากจะถ่ายทอดความรู้สึกซื่อตรง ว่าประทับใจ”​กับภาพเหลือเชื่อที่ได้เห็น

เปล่า - ไม่ใช่น้องหมึกพอล”​ที่กำลังโด่งดังยิ่งกว่ากูรูคนไหนในบอลโลก ด้วยความที่ฟันธงกันแม่นขนาด ถึงขั้นที่มีแฟนบอลลา โรฆา”​ต้องตัดต่อภาพเสมือนว่าน้องหมึกพอลเขมือบหอย” (กรุณาอย่าคิดลึกครับ แต่โดยส่วนตัวมันช่วยไม่ได้ที่ผมอดคิดถึงเฮียเพลย์-เฮียพอล-เพลย์เมคเกอร์ เจ้าของสมญามือปลาหมึก”​ขึ้นมา อิๆ) ในกล่องสเปนเพื่อติ๊งต่างทำนายว่าทีมกระทิงดุจะเข้ารอบชิง

ที่จะเล่ามันเป็นภาพชุดการกลับบ้านของทีมชาติอาร์เจนติน่่า ที่ได้รับการต้อนรับที่ค่อนข้างผิดความคาดหมายครับ

นึกว่าจะโดนอัดจนเละเหมือนบราซิล ที่แทบจะต้องมุดดินออกจากสนามบินเพราะแฟนบอลต่างมารอต้อนรับขับสู้ด้วยคำด่าที่กรีดหัวใจกว่าเสียงวูวูเซล่า โดยเฉพาะ เฟลิเป้ เมโล่ ที่โดนหนักไม่น้อยไปกว่า เดวิด เบ็คแฮม ในวันที่กลับมาถึงอังกฤษ หลังฟุตบอลโลก 1998

ตรงกันข้าม แฟนบอลอัลบิเชเลสเต้กลับให้การต้อนรับที่อบอุ่นราวกับนักเตะชุดนี้ไปคว้าแชมป์โลกมาได้ที่ไหน

ขบวนรถฟ้าขาวเดินทางผ่านตรงไหน ก็มีแฟนบอลล้อมรอบ ส่งเสียงเรียกร้อง ให้กำลังใจ สู้ต่อไปอาร์เจนติน่า สู้ต่อไปดีเอโก้

Vamos Argengina! Vamos Diego!

ทั้งๆที่พวกเขาไปได้ไกลที่สุดแค่รอบ 8 ทีมสุดท้าย และยังโดนคู่แข่งตลอดกาล (อีกทีม) อย่าง เยอรมนี ถล่มขาดลอยหมดสภาพถึง 4-0 แท้ๆ

มันก็ชวนให้คิดนะครับว่าทำไมสองชาติที่ตกรอบเหมือนกันแท้ๆ แต่กลับเผชิญกับชะตากรรมที่แตกต่างกันเหลือเกิน?

พูดกันตามตรง บราซิล ของคาร์ลอส ดุงก้า ก็ไม่ได้ขี้เหร่ไปกว่าอาร์เจนติน่า ของเอล ดีเอโก้เสียเท่าไหร่ แชมป์ก็ได้มาแล้ว 2 รายการทั้ง โคปา อเมริกา และคอนเฟดเดอเรชันส์ คัพ ผลงานในรอบคัดเลือกรึก็ไม่ขี้เหร่ สวนทางกับอาร์เจนติน่า ที่กว่าจะเข้ารอบสุดท้ายได้ก็แทบจะต้องคลานเข้ามาอยู่แล้ว

อะไรคือความแตกต่าง?

คำตอบง่ายๆที่คิดได้ก็คือ คนอาร์เจนติน่า รักและศรัทธาในเทพเจ้าลูกหนังของเขามากเกินกว่าจะกล่าวร้ายใส่

ในวันที่แทบไม่เหลือใครจะกอบกู้ทีม มาราโดน่า คือคนเสนอตัวเข้ามา คือคนที่ยื่นมือเข้ามา รู้ทั้งรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนดี คนเก่งที่สุดในเส้นทางสายนี้ แต่ก็ยังกล้าที่จะแบกรับความรับผิดชอบอันใหญ่หลวงนี้อย่างไม่เคยคิดปฏิเสธ

เพราะนี่คืออาร์เจนติน่าที่รักยิ่งของเขา เขาคือคนเลือกที่จะทำงานเอง และชาวอาร์เจนไตน์ก็ยินดีและเห็นด้วย

ภาพวีรบุรษในความทรงจำยังไม่เคยจางหาย แม้จะทุลักทุเลอยู่บ้างในรอบคัดเลือก เอล ดีเอโก้ ก็ยังเป็นบุรุษที่น่าเกรงขามเสมอ

อาร์เจนติน่า ในวันนี้ไม่บอบช้ำนักเพราะบารมีของเสือเตี้ยคุ้มหัวไว้ - อันนี้จริงแท้แน่นอน

อีกประเด็นที่น่าจะทำให้ขุนพลอาร์เจนไตน์ รอดตัวมาได้หวุดหวิดก็คือผลงานในฟุตบอลโลกนั้นไม่น่าเกลียดเลย

พวกเขาอาจจะไม่ได้เล่นได้ดีที่สุด จุดบกพร่องยังมีให้เห็นเต็มไปหมด และความหวังเบอร์หนึ่งอย่าง เลโอ เมสซี่ ก็ทำไม่ได้แม้แต่ประตูเดียว

แต่ด้วยสไตล์การเล่นที่เน้นฟุตบอลเกมรุก ใช้ระบบง่ายๆไม่ซับซ้อน คือปล่อยให้จอมเทพแต่ละคนได้ใช้จินตนาการเล่นกันอย่างเต็มที่ หวือหวา ฮือฮา คิดอะไรไม่ออกก็ฝากบอลไว้ที่เมสซี่ก่อน มันเป็นสูตรที่ง่ายแต่โดน

ปฏิเสธไมไ่ด้ครับว่า นอกเหนือจาก เยอรมนี ก็มีอาร์เจนติน่า นี่แหละครับที่แฟนบอลอยากจะเปิดทีวีช่วยลุ้นไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นแฟนฟ้าขาวหรือไม่ก็ตาม

ในความเห็นส่วนตัว ฟุตบอลสไตล์ตามใจฉันของอาร์เจนติน่า น่าดูกว่าฟุตบอลระบบขั้นเทพอย่างสเปน ที่ทุกฟังชั่นการใช้งานถูกออกแบบมาอย่างดีที่สุดเสียด้วยซ้ำไป

เมื่อสไตล์การเล่นมันชนะใจคน เล่นแบบไม่อึดอัด เล่นแล้วน่าเอาใจช่วย เล่นแล้วสร้างรอยยิ้ม สร้างความสุขให้แฟนๆได้ มันก็จบแล้วครับ

สำหรับคนกีฬา จะมีอะไรดีไปกว่าการได้ดูเกมสนุกๆที่เล่นเอาใจคนดูอีก?

กีฬามีแพ้-ชนะ แน่นอนว่าใครก็อยากจะชนะ แต่สิ่งสำคัญก่อนจะชนะคนอื่นได้ก็คือต้องชนะตัวเองก่อน

บางครั้งก็ไม่จำเป็นต้องเน้นฟุตบอลเกมรุกครับ บางทีฝีเท้าเป็นรองจำเป็นต้องตั้งรับก็ยังชนะใจได้เหมือนกัน ขอแค่เล่นเต็มที่ สู้สุดหัวใจ อยู่ในกติกา เคารพทั้งตัวเอง คู่แข่ง และแฟนบอล เท่านั้นก็พอ

ฝรั่งเศส อิตาลี อังกฤษ และบราซิล กลับบ้านมาในสภาพบอบช้ำเพราะนอกจากจะไม่ชนะคู่แข่งแล้ว ก็ยังเล่นไม่ชนะใจแฟนบอลด้วยไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม

ขณะที่อาร์เจนติน่า นอกจากโค้ชจะเป็นขวัญใจมหาชน ผลงานก็ไม่ถึงกับขี้เหร่มาก พวกเขาจึงเป็นทีมที่แฟนบอลรักและมอบหัวใจให้ พวกเขาคือทีมที่รักของทุกคน

รักเพราะเชื่อว่าทีมของมาราโดน่า ได้พยายามอย่างดีที่สุดแล้ว แพ้ชนะไม่สำคัญ ยังมีมืออุ่นๆพร้อมจะตบลงบนไหล่เพื่อให้กำลังใจ สู้ต่อไปในวันข้างหน้า

สำหรับผู้มีความมานะพากเพียร ย่อมมีรางวัลสำหรับความพยายามเสมอ

ภาพที่เกิดขึ้นที่อาร์เจนติน่า แทนความจริงข้อนี้ได้ดีทีเดียวครับ :)

Tags: ,

Leave a Reply

Categories

Archives

สมัครสมาชิก/Log in-Log out