[WC2010 Special] Day 26 : เคาท์ ครอยฟ์ และความฝันสีส้ม
Wed, Jul 7, 2010

1.
ทุกคนมีความฝัน
ผมเองก็มีความฝัน คุณเองก็มีความฝัน เราทุกคนล้วนมีความฝัน ซึ่งแน่นอนว่ามันย่อมมีทั้งที่คล้ายและที่ต่าง
บางฝันเล็ก บางฝันกลาง บางฝันใหญ่
มากบ้างน้อยบ้างก็ย่อมมีคนที่ทำได้สมดังฝัน
ผมเองฝันไว้ตลอดว่าจะมีสักวันที่จะได้เป็นคอลัมนิสต์ที่ถูกส่งไปประจำการที่อังกฤษ เพื่อได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ได้ท่องเที่ยวไปยังสนามฟุตบอลต่างๆ เล็กบ้างใหญ่บ้าง ได้ตระเวณไปตามแดนดินต่างๆเพื่อบันทึกเรื่องราวกลับมาฝากผู้อ่านให้ได้จินตนาการตามตัวอักษรของเรา
ฝันของผมยังไม่เป็นจริงครับ - ในความจริงก็ไม่เชิง เพราะอย่างน้อยที่สุดผมก็ยังได้เขียนคอลัมน์ให้คุณๆอ่านมาโดยตลอด 6 ปีที่ผ่านมา จากคิกออฟ สู่สปอร์ตอินเตอร์ และอีกหลายๆที่โดยที่คุณอาจไม่รู้ เพราะเราอาจจะไม่เคยรู้จักกันทางทะเลอักษร
3 ปีก่อนผมได้โอกาสไปเฝ้าติดตามทีมรักที่เดินทางมาทัวร์ที่ฮ่องกง และเมื่อ 2 ปีที่แล้วผมมีประสบการณ์ในการไปตะลุยฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรกในยูโร 2008
ถ้าเปรียบเหมือนน้ำในแก้ว แม้มันจะยังไม่เต็มเปี่ยม แต่อย่างน้อยที่สุดก็มีปริมาณเกินครึ่งแก้วแล้ว
ผมยังรอวันที่จะได้เติมมันให้เต็มครับ เพื่อที่จะได้ตามหาความฝันอื่นๆที่ยังหลบมุมอยู่
2.
ด้วยบุคลิกของความเป็นคนซื่อ และลีลาลูกหนังก็เข้าขั้นทื่อๆ
แต่ เดิร์ค เคาท์ ก็ไม่รู้สึกกระดากปากที่เขาจะเล่าความฝันของเขาให้ใครหลายคนได้ฟัง
สำหรับนักฟุตบอลที่ใช้ลำแข้งหาเลี้ยงชีพ เราสามารถเดาได้ไม่อยากครับว่าอะไรคือความฝันของพวกเขา
ฟุตบอลโลกคือสิ่งที่เขาฝันถึงมาตลอด
และการได้เล่นในนัดชิงชนะเลิศก็คือความฝันของเขา
ฝันที่เฝ้ารอวันที่มันจะเป็นจริงมาทั้งชีวิต
สำหรับลูกชายของครอบครัวชาวประมงในเมืองเล็กๆที่ชื่อ คาทไวค์ อัน ซี มันคือที่สุดของชีวิต และมันอาจเป็นปลายทางที่เขาเฝ้ารอมาโดยตลอด
โดยที่ไม่รู้และไม่ได้สนใจว่าสุดท้ายเขาจะต้องเป็นผู้ชนะในวินาทีสุดท้ายของการแข่งขันหรือไม่
“นี่คือสิ่งที่เราฝันถึงมาตลอดชีวิตของเรา แต่เรารู้ว่าเราต้องไม่ประมาทและทุกคนก็คาดหวังว่าเราจะทำได้”
ณเข็มนาฬิกาเดินไป เคาท์ -ซึ่งเป็นนักเตะคนเดียวที่ได้รับคำชมจาก “นักเตะเทวดา”โยฮัน ครอยฟ์ ตำนานลูกหนังตลอดกาลของชาวฮอลแลนด์ - ทำความฝันของเขาให้เป็นจริงได้แล้ว
ในที่สุด - ใช่ในที่สุด
ผมเชื่อว่า ครอยฟ์ ที่เคยพาทีม “อัศวินสีส้ม” ในยุคที่เรืองรองและเกรียงไกรที่สุด และได้ผ่านเข้าชิงชนะเลิศถึง 2 ครั้ง 2 หน ก็คงมีความสุขไม่แพ้ เคาท์
แม้ฟุตบอลของ เคาท์ - นักเตะชื่อเรียกยากที่ทุกวันนี้ก็ยังหาข้อสรุปที่แน่ชัดไม่ได้ว่าตกลงแล้วนามสกุลของเขามันออกเสียงว่าอย่างไรกันแน่?เคาท์ คอยต์ ไคท์ ไกส์ - มีความแตกต่างจากฟุตบอลของ ครอยฟ์ ราวแผ่นดินกับผืนฟ้า
ครอยฟ์ ท่วงท่าลีลาสง่างาม พลิ้วไหว มีอิสระ และเลื่อนไหลไปตามสายลม
เคาท์ แข็งกร้าว หนักแน่น พึ่งพิงได้
แต่อย่างน้อยที่สุด เคาท์ ผู้ที่ ครอยฟ์ มองว่ามีความสำคัญต่อทีมชาติฮอลแลนด์ ชุดนี้มากที่สุดในฐานะศูนย์รวมพลังใจไม่มีวันหมด สมกับสมญา “มิสเตอร์ ดูราเซล” ที่ราฟา เบนิเตซเคยตั้งไว้ให้ ก็สามารถพาทีมเข้าชิงชนะเลิศได้เหมือนกัน
มันคือฝันที่เป็นจริงของเขา
และมันคือฝันที่ใกล้จะเป็นจริงสำหรับชาวดัตช์
3.
เบิร์ท ฟาน มาร์ไวค์ ไม่ได้ ไม่ใช่ และไม่เคยเป็นโค้ชที่ได้รับคำชื่นชมจากวงการฟุตบอลโลกมากเท่ากับกุนซือระดับซูเปอร์สตาร์คนอื่น
เทียบกับคนที่มีอดีตเป็นถึงตำนานอย่าง มาร์โก ฟาน บาสเท่น รุด กุลลิท หรือ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครที่ “ป๊อป” มากกว่า
ฟาน มาร์ไวค์ ในความทรงจำสั้นๆของผมคือคนที่เคยมารับช่วงคุมทีม “เสือเหลือง”โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ อยู่พักนึง และก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จใดเป็นชิ้นเป็นอันในเวสต์ฟาเลน
ด้วยความไม่รู้ - ผมเคยตั้งคำถามมากมายกับ KNVB หรือสมาคมฟุตบอลฮอลแลนด์ ว่าเหตุใดจึงเลือกโค้ชที่ไร้เสน่ห์เช่นนี้มาคุมทีม
ฤา แดนกังหันลมจะไร้ซึ่งคนดี?
ในข้อเท็จจริงแล้ว ผมเองที่ผิดเพราะอย่างน้อยที่สุด ฟาน มาร์ไวค์ ก็เคยประสบความสำเร็จในวงการฟุตบอลดัตช์ กับการนำเฟเยนอร์ด ร็อตเตอร์ดัม คว้าแชมป์ยูฟ่า คัพ ในปี 2002
ฟาน มาร์ไวค์ อาจไม่ได้เป็นโค้ชคนแรกที่ปั้น เดิร์ค เคาท์ ขึ้นมา แต่อย่างน้อยที่สุดลูกทะเลที่กำลังจะเป็นหนึ่งในวีรบุรุษของชาติก็เริ่มฉายแววโด่งดังในช่วงวันเวลาที่เขาอยู่ด้วย
เคาท์ อาจจะไม่ใช่คนที่ป๊อปปูลาร์ในสายตาของแฟนบอล เช่นเดียวกับ ฟาน มาร์ไวค์
สไตล์ของทั้งสองอาจจะไม่หวือหวา ไม่ตรึงตา ไม่สะกดหัวใจ
แต่ด้วยการเล่นที่เจียมตัวเช่นนี้ไม่ใช่หรือที่ทำให้พวกเขาก้าวเดินมาได้ไกลถึงเพียงนี้?
ฮอลแลนด์ ในการดูแลของ ฟาน มาร์ไวค์ ไม่ใช่ทีมที่เล่นได้สวยสดงดงามตามแบบแผนปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานนับแต่ “ท่านนายพล” ไรนุส มิเชล ได้วางรากแก้วและสร้างหน่อเนื้อเชื้อไขที่จะสานต่อปรัชญาลูกหนังต่อเนื่องกันมา
ไม่มีแม้กระทั่งหลืบเงาของ โททัล ฟุตบอล หลงเหลือในทีมชุดนี้
อาจจะมีสตาร์อยู่หลายคนในทีมที่ถือเป็นนักเตะระดับท็อปของวงการฟุตบอลยุโรป อาทิ เวสลีย์ สไนจ์เดอร์, อาร์เยน ร็อบเบน, โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ แต่ฮอลแลนด์ ยุคนี้ก็ไม่ใช่ยุคที่จะมีสตาร์เต็มทีมแล้วเบ่งอีโก้แข่งกันเหมือนในอดีต
ความทรงจำเลวร้ายในวันวาน ที่เคยมีดาวดังเต็มทีมแต่สุดท้ายก็ขัดขากันเองจนกลายเป็นดาวดับไปหมด ไม่เกิดขึ้นในทีมชุดนี้
ทีมเวิร์ค ประสิทธิภาพ และผลการแข่งขัน ต้องมาก่อนลีลา ความสวยงาม และความเอนเตอร์เทน
ปรัชญาการทำทีมของ ฟาน มาร์ไวค์ เห็นได้ชัดมาตลอดในฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายหนนี้ ซึ่งแม้เส้นทางของพวกเขาจะไม่ได้โหดหิินทมิฬชาตินักเมื่อเทียบกับอีกสาย แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทีมที่ผ่าน บราซิล และ อุรุกวัย จอมปาฏิหารย์มาได้ ก็เหมาะสมและคู่ควรที่จะได้ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศ
หลายต่อหลายครั้งที่เราอาจจะเห็นคล้ายว่าฮอลแลนด์ จะเพลี่ยงพล้ำ
แต่พวกเขาจะกลับสู่เกมได้เสมอ ไม่ว่าจะด้วยความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะบางคนที่เปลี่ยนแปลงเกมให้ทีมได้ อย่าง สไนจ์เดอร์ร็อบเบน ฟาน เพอร์ซี่ หรือคนอื่นๆในทีมที่พร้อมจะทำให้ได้เพื่อเพื่อน เพื่อทีม
ฟาน มาร์ไวค์ ในฐานะคนข้างสนามก็ทำได้ดีไม่แพ้ใคร กับการเป็นผู้กำกับอยู่ข้างสนาม เมื่อทีมทำท่าจะเพลี่ยงพล้ำก็จะหาทางแก้ไขให้ทีมกลับมาได้เปรียบโดยตลอด
สองนัดที่ผ่านมาในการคว่ำบราซิล และอุรุกวัย เราสามารถมองภาพตรงนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
แม้จะไม่ใช่ตัวเต็งระดับต้นๆเพราะมีน้อยคนที่จะเชื่อว่า ฮอลแลนด์ ชุดนี้จะไปได้ไกล แต่สุดท้ายผลงานก็เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าพวกเขาคือของจริง
ของจริงในเรื่องของเกมที่เน้นประสิทธิภาพ อาจจะไม่หวือหวาเหมือน เยอรมนี แต่ก็แน่นอนและเชื่อใจได้
สำหรับฟุตบอลสมัยใหม่ จะต้องการอะไรไปมากกว่านี้อีก?
4.
สีส้มเป็นสีที่สดใส น่ารัก เห็นแล้วชื่นตา ฉ่ำใจ
The Future is Oranje - อนาคตคือออรานเย่ คือการพาดหัวประมวลภาพแห่งความประทับใจกับความฝันของทีมอัศวินสีส้ม ที่ได้ผ่านเข้าชิงชนะเลิศอีกครั้งในปี
เคาท์ บอกกล่าวล่าสุดว่าเวลานี้เขากำลังคิดถึงเรื่องของการ “บันทึกประวัติศาสตร์” กับการเป็นตัวแทนของชาวสีส้มไปสัมผัสโทรฟี่สีทองใบนั้นที่แม้กระทั่ง โยฮัน ครอยฟ์ ก็ยังไม่มีสิทธิ์
สิ่งที่เป็นปัญหาน่าหนักใจที่สุดสำหรับพวกเขาในเวลานี้ คงเป็นเพียงเรื่องของการหาโรงแรมที่พักที่กรุงโยฮันเนสเบิร์ก ให้ได้โดยเร็วที่สุด เพราะดันจองโรงแรมเอาไว้ถึงแค่วันที่ 5 ก.ค. และถึงเวลานี้ที่พักก็เต็มหมดแล้ว
มันอาจจะวุ่นวายอยู่บ้าง แต่ผมก็เชื่อว่าพวกเขาทุกคนเต็มใจที่จะวุ่นวาย
เพราะพวกเขามาได้ถึงฝันแล้ว
และปลายฝันก็อยู่แค่เอื้อมเท่านั้นเอง
Tags: ฟุตบอลโลก 2010, เดิร์ค เคาท์


แชมป์ฟุตบอลโลกปีนี้ต้องมีนักเตะหงส์แดงได้ชูถ้วยโทรฟี่ซะที
เลือกไม่ถูกเลยว่าจะเชียร์ทีมไหน เชื่อว่าเดอะค๊อปส่วนใหญ่เอาใจช่วยสเปนเพราะตอเรส
แต่ถ้ามองฟอร์มการเล่นของเค้าท์แล้วต้องยอมรับว่าเป็นนักเตะหงส์แดงที่เล่นได้เด่นที่สุดในทัวร์นาเมนท์นี้
ทั้งที่เล่นให้ลิเวอร์พูลก็ฟอร์มสม่ำเสมออย่างนี้ตลอด ทำไมแฟนหงส์ส่วนนึงถึงมองไม่เห็นคุณค่าเค้าท์เท่าไหร่เลยน๊าาา
*อ่านบทความนี้แล้วนึกถึงเพลงรักสีส้มขึ้นมาเลยทีเดียวเชียว
บทความดีเยี่ยมอีกเช่นเคยครับ มีความสุขที่ได้อ่านจริงๆ
ผมแฟนฮอลแลนด์ครับ รู้สึกอึดอัดกับการเล่นของฮอลแลนด์ชุดนี้มากในรอบแรก
แม้ชนะรวดแต่ ฮอลแลนด์ที่ผมรู้จักมันหายไปไหนไม่รู้
แต่พอจังหวะชนะบราซิลได้นี่ ความรู้สึกอึดอัดไม่หายไปหมดเลยครับ
ความหอมหวนของความสำเร็จมันช่างมีอิทธืพลสูงจริงๆ
คืนวันอาทิตย์นี้ผมจะเชียร์ฮอลแลนด์สุดใจครับ
แล้วผมก็จะเชียร์ให้เดิร์ก เค้าท์ ยิงประตูให้ได้ด้วยครับ
ลูกชายชาวประมง ผู้มีหัวใจที่ยิ่งใหญ่
ผมภูมิใจในตัวเค้าในฐานะเดอะค๊อป พอๆกับที่เรามีตอเรส ครับ