A A
RSS

[WC2010 Special] Day 27 : Vamos Espana!

Thu, Jul 8, 2010

friday & a KOPpuccino

simbas

ย้อนหลังกลับไปเมื่อสองปีก่อน ผมเป็นหนึ่งในผู้คนหลายหมื่นที่อยู่ในสนาม แอร์นสท์ ฮัปเปิล สตาดิโอน สนามที่ตั้งชื่อเพื่อให้เกียรติแก่ปรมาจารย์ลูกหนังของชาวออสเตรีย เพื่อเฝ้าชมเกมนัดสุดท้ายของศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป

วันนั้น สเปน ที่โชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมมาโดยตลอดรายการ ได้พบกับเยอรมนี ที่ผ่านเข้ารอบมาแบบถือว่าเซอร์ไพรซ์ เพราะด้วยศักยภาพทีม ขุมกำลัง และปัจจัยต่างๆนั้นทีมด็อยชต์ลันด์ ไม่ได้ดีพร้อมเหมือนคู่แข่ง

เราทราบกันนะครับว่าบทสรุปสุดท้ายชัยชนะเป็นของทีม “ลา โรฆา” ที่คว้าโทรฟี่ อองรี เดอ โลเนย์ ไปครองได้สำเร็จ โดยที่พูดได้เต็มปากว่า “คู่ควร”

เฟร์นานโด ตอร์เรส คือฮีโร่ในวันนั้นเพราะทีมเหลือความหวังเดียวในแดนหน้าเนื่องจาก ดาวิด บีญ่า ที่นำเป็นดาวซัลโวก่อนเกมดังกล่าวเพราะมีอาการบาดเจ็บ ซึ่งความจริงในทัวร์นาเมนต์นั้น “เอล นินโญ่”​ก็ระเบิดฟอร์มถล่มประตูไม่ค่อยออกเหมือนกัน

หนืดและฝืด แต่ก็ยังดูน่าเกรงขามอยู่

กองเชียร์ที่เดินทางมาไกลจากสเปน ร้องรำทำเพลงกันอย่างสนุกสนาน

วันนั้นไม่ว่าจะในหรือนอกสนาม อยู่ ณ หนใดก็ยังได้ยิน “อัปปาเลโอ่ โอ้เล” หรือ “วีว้า วีวา เอสปันญ่า” ดังขึ้นตลอดเวลา

วันนี้ - ผมเชื่อว่าเสียงเพลงเดียวกันนี้ก็น่าจะยังดังเหมือนเดิม

อาจจะดังขึ้นกว่าวันวานด้วยซ้ำ

กับการได้ผ่านเข้าชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกหนแรกในประวัติศาสตร์ มันก็น่าจะเข้าใจได้ว่าพวกเขาควรจะมีความสุขมากแค่ไหนกับโอกาสที่จะได้ขีดเขียนบันทึกบทใหม่ลงในพงศาวดารลูกหนังของตัวเอง

แม้จะไม่ใช่เรื่องระดับ​“เทพนิยาย”​แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็น “นิทาน” เล่าให้ลูกหลานฝันดีได้

สเปน ลงสนามพบกับคู่ปรับเก่าครั้งนี้ เปลี่ยนสถานที่จากเมืองหลวงของประเทศออสเตรีย ที่แสนศิวิไลซ์ มาอยู่ ณ ริมหาดที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของแอฟริกา ที่เมืองเดอร์บาน ในสนาม โมเซส มาบิดา ซึ่งผมแสนเสียดายที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปทำข่าวในครั้งนี้ได้ ด้วยเหตุผลหลายๆประการ

ถ้าหากมีโอกาสได้ไปอยู่ ณ​จุดนั้น ผมยังเชื่อเสมอว่าผมน่าจะถ่ายทอดเรื่องราวอะไรได้หลากหลายมุมกว่าการเฝ้าอยู่หน้าจอทีวีแล้วมาเขียนเล่าสู่กันฟัง

ไม่เป็นไรครับ - ถึงไม่ได้อยู่ถึงสถานที่เกิดเหตุ และที่บ้านก็ไม่ได้มีจอความคมชัดระดับ HD แต่ก็ยังพอจะจับเรื่องจับราวอะไรได้บ้างเหมือนกัน

อันที่จริงในรูปเกมหรือภาษาลูกหนังนั้น “ทรงบอล” ของคู่นี้เจอกันก็ไม่ได้แตกต่างอะไรจากเกมเมื่อ 2 ปีก่อนมากนัก

ขุนพลกระทิงดุคือทีมที่ดีกว่า และสมควรเป็นผู้ชนะที่ชัดเจน

เกมเคาน์เตอร์แอทแทคของ เยอรมนี ที่เล่นงานจน อังกฤษ และ อาร์เจนติน่า (ซึ่งเป็น 3 ทีมที่ไม่ถูกกันเอาเสียเลยทั้งในทางประวัติศาสตร์ และทางชาติลูกหนัง) เสียผู้เสียคน ตีตั๋วประทับตราให้กลับบ้านเก่าอย่างอับอาย ใช้ไมไ่ด้ผลในเกมนี้

ปิโอเตอร์ โทรชอฟสกี้ อาจจะมีส่วนบ้างที่ไม่อาจทดแทน “ไอ้หนูดินปืน”​(ยังไม่ถึงขั้นดินระเบิด)​โธมัส มุลเลอร์ ได้อย่างเหมาะเจาะพอดี

คล้ายสมดุลใน 4 ประสานแนวรุกจะหายไปอย่างสิ้นเชิงในเกมนี้

แต่ความจริงก็ไม่เชิง เพราะเยอรมนี ก็ใช่จะไม่มีโอกาสเลยในเกมนี้ ซึ่งจะว่าไปพวกเขาก็มีโอกาสที่จะขึ้นนำก่อนด้วยซ้ำไปหาก โทนี่ โครส มิดฟิลด์พรสวรรค์อีกคนที่ลงมายิงได้เฉียบขาดกว่านี้ในจังหวะที่ โพดอลสกี้ จ่ายใส่พานมาให้แล้ว

ถ้าลูกนี้เข้าไป ก็คาดเดาได้ว่าเกมจะพลิกโฉมหน้าไปจากเดิม

แต่เมื่อมันไม่เข้า และถัดไปหลังจากนั้นไม่กี่นาที สเปน ก็เป็นฝ่ายที่ขึ้นนำในจังหวะลูกเซ็ตเพลย์ ชาบี้ เปิดลูกเตะมุมเข้ามาถึง คาร์เลส ปูโญล ทะยานโขกส่งบอลเข้าไปตุงตาข่าย

เป็นธรรมดาครับ โมเมนตัมมันจึงไหลไปทางสเปน ซึ่งความจริงก็ใช้เกม Passing ปั่นหัวกองกลางเยอรมันได้โดยตลอด

แม้การผ่านบอลไปมาของพวกเขาจะไม่ได้เกิดประโยชน์ถึงประตู แต่มันก็ไม่ได้มีกฏข้อไหนบังคับไว้ว่าจะต้องใช้การต่อบอลเข้าไปทำประตูเท่านั้น ซึ่งในเกมที่คู่แข่งตั้งรับกันหนาแน่นถึงขั้นตั้งแผงรับเป็น​“กำแพงเบอร์ลิน” ขวางอยู่หน้าปากประตู ทีมที่ดีและเก่งจริงก็ต้องหาช่องทางเข้าทำให้ได้

ลูกเซ็ตเพลย์ก็เป็นหนึ่งในอาวุธอันตรายที่ดี และสเปน ก็เก่งจริงที่อุตส่าห์หาช่องเล่นงานได้สำเร็จ

สิ่งหนึ่งที่แฟนบอลเมืองเบียร์อาจจะขัดใจก็คือ เหตุใด เยอรมนี จึงไม่เล่นด้วยความห้าวหาญเหมือนทุกนัดที่ผ่านมาที่พวกเขาไล่บดขยี้คู่แข่งจนราบพณาสูรไปเกือบทุกทีม (ยกเว้นเซอร์เบีย และสเปน)

ทำไมไม่เดินหน้าบดขยี้ เพรสซิงสูง ใช้ความสดบดให้กระทิงกระดิกแข้งขาไม่ออก

ตรงนี้ก็ต้องเข้าใจเช่นกันว่า โยอัคคิม เลิฟ ได้กำหนดเกมแพลนเอาไว้ไม่แตกต่างจากในเกมกับ อังกฤษ หรือ อาร์เจนติน่า มากนัก คือหวังใช้เกมสวนกลับ ใช้การจู่โจมริมเส้นเพื่อเล่นงาน ใช้ลูกครอสเพื่อสร้างความปั่นป่วน

มันไม่ใช่ไมไ่ด้ผลครับเพราะกำแพงเบอร์ลิน ที่ตั้งไว้นั้นก็ยันกับแนวรุกสเปนอยู่หมัด ขณะที่เกมสวนกลับแม้จะไม่วูบวาบแต่ก็ใช่จะไม่มีจังหวะจะโคนอะไร

สำคัญก็คือ สเปน เก่ง ฉลาด และเขี้ยวเกินไป

ชาบี เอร์นานเดซ ชาบี อลอนโซ่ และอันเดรส อิเนียสต้า บงการทุกอย่างเอาไว้ใต้ฝ่าเท้า และเหนือกว่าแดนกลางของเยอรมนี ที่ “นายใหญ่” คนใหม่อย่าง บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ต้องยอมสยบให้

หลายคนอาจจะไม่ชอบนักกับสไตล์การครองเกมของ สเปน ที่เน้นการผ่านบอลไปมาจนหลายครั้งชวนให้อึดอัด

หลายหนที่เล่นสวยงามเหลือเกินจนเกือบจะพลาดท่า ดังเช่นช็อตที่ เปโดร โรดริเกวซ​ได้หลุดเข้าเขตโทษโดยมี เฟร์นาน ตอร์เรส ตีคู่ไปด้วยแต่ไม่ยอมจ่ายกะคลึงบอลให้ อาร์เน่ ฟรีดิช เสียผู้เสียคนไป สุดท้ายก็พลาดแล้วก็ทำให้ทีมป่วนในช่วงท้ายเกม

แต่ยังไงมันก็คือ “ศิลปะ” ในการเล่นแบบสเปน ในยุคนี้ที่ต่อยอดจากเมื่อ 2 ปีก่อนไปอีกขั้น

พวกเขายังคงเล่นอย่างสวยงาม สร้างสรรค์ มีสไตล์ และเพิ่มประสบการณ์กับความเด็ดขาดเข้าไป

โดยไม่จำเป็นต้องโทษ “พอล” น้องหมึกยักษ์ที่กำลังโดนเล็งว่าจะเอาไปทำอะไรดีระหว่างหมึกย่าง ทาโกะยากิ หรือปลาหมึกยักษ์นึ่งมะนาว

สเปน คือทีมที่ดีกว่าและสมควรที่จะเป็นผู้ชนะและเข้าชิงชนะเลิศอย่างแท้จริง

และประวัติศาสตร์หน้าใหม่ก็กำลังจะได้รับการบันทึกในวันที่ 11 ก.ค. ที่จะถึงนี้

อยู่ที่ว่าจะเป็นสีไหน “ส้ม”​หรือ “แดง” เท่านั้น

Tags: ,

One Response to “[WC2010 Special] Day 27 : Vamos Espana!”

  1. PePe says:

    Spain Spain หวังว่าตอร์เรสจะเป็นฮีโร่ ในนัดชิงนะครับ อิๆ

Leave a Reply

Categories

Archives

สมัครสมาชิก/Log in-Log out