A A
RSS

[WC2010 Special] Day 29+30 : Tiki-Taka มรดกเงาแห่ง Total Football

Sun, Jul 11, 2010

friday & a KOPpuccino

simbas

1.

ในศาสตร์ของฟุตบอล หนึ่งใน “วิชา” ที่ได้รับการยกย่องว่าอยู่ในขั้นสูงสุดคือวิชาที่เรียกว่า “ฟุตบอลสัมบูรณ์”​หรือ “โททัลฟุตบอล”​(Total Football)” ซึ่งมีเฉพาะเพียงแค่ทีมชาติฮอลแลนด์ เท่านั้นที่ถือเป็นกรรมสิทธิ์เฉพาะ ถือเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติ

คำนิยามของโททัลฟุตบอล นั้นหาคำมาบรรยายอย่างถูกต้องที่สุดได้ยาก

ที่พอจะอธิบายให้เข้าใจในศาสตร์ลูกหนังชั้นสูงนี้ได้ที่สุดก็คือการที่นักฟุตบอล 10 คนที่ลงเล่นในสนาม ยกเว้นเพียงผู้รักษาประตู จะต้องสามารถเล่นทดแทนตำแหน่งของเพื่อนได้ตลอดเวลา โดยที่ทุกคนจะไม่มีตำแหน่งประจำ

ไม่มีระบบ แต่มีระเบียบ ไม่มีตำแหน่ง แต่มีความเข้าใจ

แบร์รี่ ฮุสโชฟฟ์ อดีตกองหลังในยุคของ “ท่านนายพล” ไรนุส มิเชลส์ ปราชญ์ลูกหนังชาวดัตช์ เล่าย้อนความหลังถึงความหลังที่น่าจดจำว่า “มันเป็นเรื่องของการที่เราจะวิ่งไปตำแหน่งไหน เราจะหยุดยืนตำแหน่งไหน และเวลาไหนที่เราจะไม่เคลื่อนไหว”

“มันคือเรื่องของการสร้างพื้นที่ การเข้าสู่พื้นที่ และการจัดการพื้นที่ ไม่ต่างจากการเป็นสถาปณิกในสนาม”

ขณะที่ “นักเตะเทวดา” โยฮัน ครอยฟ์ ที่ถือเป็น “โลโก้” ของระบบฟุตบอลในฝันนี้ กล่าวเปรียบเทียบเอาไว้อย่างคมคายว่า “ฟุตบอลที่เรียบง่ายที่สุดคือฟุตบอลที่งดงามที่สุด แต่มันก็เป็นเรื่องยากที่สุดในการจะเล่นฟุตบอลที่เรียบง่ายที่สุด”

ใช่ - เรื่องที่เรียบง่ายที่สุดคือสิ่งที่ทำได้ยากที่สุด และวิชาลูกหนังขั้นสูงสุดนี้ก็ถูกใช้เพียงแค่ในยุคทศวรรษที่ 70 เท่านั้น โดยมีแค่อายักซ์ และฮอลแลนด์​เท่านั้นที่ทำได้เพราะมันต้องการนักเตะ 11 คนที่รู้และเข้าใจในศาสตร์วิชานี้อย่างปราดเปรื่อง

ความจริงแล้วศาสตร์ลูกหนังนี้ไม่ได้ถูกคิดค้นโดย มิเชลส์ แต่ต้นตำหรับที่แท้จริงคือ แจ็ค เรย์โนลด์ส ปราชญ์ลูกหนังผู้เป็นอาจารยของ มิเชลส์ อีกทีหนึ่ง โดย “ท่านนายพล” เคยเป็นลูกทีมของอดีตโค้ชในตำนาของอายักซ์ อัมสเตอร์ดัม ท่านนี้

จากนั้นเมื่อมีโอกาสได้เข้ามาคุมทีมอายักซ์เอง มิเชลส์ ก็ได้นำ “เคล็ดวิชา” ของอาจารย์มาต่อยอดทางความคิด ประดิษฐ์เป็น “Totaalvoetbal” ซึ่งเป็นระบบที่นำมาใช้ในการฝึกซ้อมของอายักซ์ ก่อนที่จะใช้กับทีมชาติฮอลแลนด์​ในระหว่างที่มิเชลส์ ได้มีโอกาสเข้าไปคุมทีมในช่วงปี 1974

ว่ากันว่าจุดสูงสุดของระบบการเล่นที่ไร้เทียมทานนี้อยูในช่วงปี 1971-1973 ซึ่ง อายักซ์ กลายเป็น “ยักษ์” ที่ครองยุโรป  สามารถคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ มาครองได้ถึง 3 สมัยติดต่อกัน

ไฮไลท์อยู่ที่นัดชิงชนะเลิศยูโรเปี้ยน คัพ ในปี 1972 ที่ อายักซ์ ของมิเชลส์​สามารถสยบอินเตอร์ มิลาน ลงได้ราบคาบ 2-0 จนทำให้วันรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ต่างพากันพาดหัวว่า “สิ้นยุคคาเตนัคโช่ (ศาสตร์ฟุตบอลอีกแขนง เจ้าตำหรับเกมอุดแล้วสวนกลับ) ถึงยุคของโททัลฟุตบอล”

น่าเสียดายที่โททัลฟุตบอล ต้องด่างพร้อยในนัดชิงชนะเลิศปี 1974 ทั้งที่เริ่มต้นได้เหมือนดังฝันเมื่อ ฮอลแลนด์ ต่อบอลกัน 13 ครั้งก่อนที่ โยฮัน ครอยฟ์ จะทะลุเข้าเขตโทษแล้วโดน แบร์ตี้ โฟกต์ส สอย สุดท้ายเป็น โยฮัน นีสเกนส์ ที่ยิงจุดโทษเข้าไปให้ ฮอลแลนด์ ขึ้นนำ 1-0 ในเวลาแค่ 80 วินาที โดยที่ไม่มีนักเตะเยอรมนีตะวันตก ได้สัมผัสบอลแม้แต่คนเดียว

แต่สุดท้าย โฟกต์ส ก็กลายเป็นคนที่สะกด “นักเตะเทวดา”​ก่อนที่ทีม “อินทรีเหล็ก”​ในฐานะเจ้าภาพจะฮึดกลับมาเอาชนะได้ 2-1 ในเกมนั้น

อีกครั้งที่โททัลฟุตบอลต้องผิดหวังก็คือนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 1978 ในยุคที่ แอร์นส ฮัปเปิล ปรมาจารย์ลูกหนังชาวออสเตรีย สานต่อความฝันของ มิเชลส์ ไม่สำเร็จเมื่อพลาดท่าต่อเจ้าภาพ อาร์เจนติน่า อีกครั้ง

ด้วยความที่มันเข้าถึงยากเกินไป และความล้มเหลวในฟุตบอลโลก 2 ครั้งอย่างน่าเจ็บปวด ทำให้ตำนานโททัล ฟุตบอล ค่อยๆถูกลบเลือนไปจากความทรงจำของแฟนฟุตบอล

แม้จะมีความพยายามในการนำโททัล ฟุตบอล มาใช้อีกในยุคที่ ครอยฟ์ เข้าไปทำทีมอายักซ์ หรือบาร์เซโลน่า แต่มันก็ไม่ใช่ของต้นตำหรับเหมือนที่ปรมาจารย์เคยสร้างวิชาไว้ให้

อาร์เซนอล ยุคนี้ก็เป็นอีกทีมที่เหมือนจะใช้หลักการเดียวกัน แต่ทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ ก็เล่นได้งดงามเพียงไม่ถึงครึ่งของโททัล ฟุตบอล แบบต้นตำหรับ

โททัล ฟุตบอล จึงคล้ายดังศาสตร์ลูกหนังขั้นสูงสุดที่ไม่อาจหาผู้มาสืบทอดได้ เพราะมันสูงส่งเกินไป

2.

ในยุคที่โลกลูกหนังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ศาสตร์ลูกหนังที่ประสบความสำเร็จในยุค 10 ปีที่ผ่านมากลับถอยหลังไปสู่เรื่องของการเน้นเกมรับและโต้กลับ คล้ายกับ “คาเตนัคโช่” แต่เพิ่มความหลากหลายเข้าไปให้ดูดีมากขึ้น

ฮอลแลนด์ ในยุคนี้ก็ไม่ได้เล่นฟุตบอลเกมรุกที่งดงามเหมือนก่อน และอย่าถามถึงคำว่า “โททัล ฟุตบอล” เพราะมันไม่เหลือแม้เพียง “เงา”​ให้ค้นหา

แต่ก็ใช่ว่าเงาแห่งศาสตร์ลูกหนังลึกลับจะหายไปอย่างสิ้นเชิง

ตรงกันข้ามมันกลับไปอยู่กับทีมคู่แข่งในนัดชิงชนะเลิศของฮอลแลนด์แทน

สเปน ในยุคของ บิเซนเต้ เดล บอสเก้ ถูกขนานนามศาสตร์ลูกหนังของพวกเขาในชื่อน่ารักๆว่า “Tiki-taka”​

ในความหมายถึงสไตล์การครองบอล เคาะกันไปมา จากเท้าสู่เท้า หรือเป็นภาษาอังกฤษ เทียบได้กับคำว่า Touch-Touch หรือจะเรียกว่า “Tippy-Tappy” ก็ได้เช่นกัน

ส่วนคำไทยไม่รู้ถ้าจะบัญญัติว่าอะไรดี?

“ติ๊กตอก-ติ๊กตอก” หรือ “ป๊อกแป๊ก-ก๊อกแก๊ก”?

ในสไตล์การเล่นของ สเปน หัวใจสำคัญอยู่ที่การ “ครองเกม” ในแดนกลางให้ได้เป็นลำดับแรก เพราะ “ถ้าบอลอยู่กับเราใครก็ทำอะไรไม่ได้” (คุ้นๆใช่ไหม?)

ใช่ครับ - เรื่องของการครองบอลถูกพิสูจน์ในเชิง “สถิติ” ด้วยว่าเป็นสูตรสำหรับของฟุตบอลโลกหนนี้ มากกว่าการใช้เกมเพรสซิ่งสูงและใช้ความเร็วในการสวนกลับที่อยู่ในความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ว่าเป็นสูตรสำเร็จของฟุตบอลยุคนี้

นักฟุตบอล 3 อันดับแรกที่ผ่านบอลสำเร็จได้เยอะที่สุดในฟุตบอลโลกหนนี้คือ ชาบี้ เอร์นานเดซ, ชาบี้ อลอนโซ่ และ เซร์จิโอ บุสเกตส์ ที่ผ่านบอลรวมกันได้ 1,494 ครั้ง - ตัวเลขนี้คือสถิติที่บ่งบอกความจริงได้หลายอย่าง

สเปน เน้นการครองบอลและเลือกวิธีการเข้าทำที่เน้นความแน่นอนมากกว่าความวูบวาบ หลายครั้งที่ผ่านบอลกันมากจังหวะจนทำให้แฟนบอลอึดอัด

แต่ผลงานตลอดมาก็พอจะพิสูจน์ให้เห็นว่า ถ้าไม่โชคร้ายจริงๆพวกเขาคือทีมที่เหนือกว่าทุกทีมบนโลกได้ไม่ยาก กระทั่ง เยอรมนี ที่ร้อนแรงก็ยังต้องยอมศิโรราบต่อวิชา Tiki-Taka ของพวกเขา

ในความจริงแล้ว Tiki-Taka ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกตั้งโดย อันเดรส มอนเตส แห่งสำนักข่าว ลา เซ็กซ์ต้า (แปลว่าลำดับที่ 6) ในระหว่างฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมนี นั่นเอง ก่อนจะถูกนำมาใช้สื่อถึงสไตล์ของสเปน ในยุค 3-4 ปีหลัง

สไตล์แบบ Tiki-Taka ที่แท้แล้วคือร่างแปลงของโททัล ฟุตบอล เนื่องจากคนที่นำวิชานี้มาถ่ายทอดก็คือ โยฮัน ครอยฟ์ ผู้ที่เคยประสบความสำเร็จทั้งการเป็นนักเตะของ บาร์เซโลน่า และเคยสร้าง​“ดรีมทีม” ในสไตลของตัวเองในคัมป์ นู เช่นกัน

ครอยฟ์ คือผู้วางรากฐานศาสตร์ลูกหนังให้กับทีมบาร์เซโลน่า กับสไตล์ที่สวยงามแต่ทรงประสิทธิภาพ และเอาใจแฟบอล

หัวใจสำคัญของ Tiki-Taka คือการ “บงการเกม” ของแดนกลาง ซึ่งเป็นโชคดีของ สเปน ที่พวกเขามีกองกลางที่มีมันสมองระดับ “อัจฉริยะ” อยู่ในทีมมากที่สุดถึง 3 คนด้วยกัน

ชาบี้ เอร์นานเดซ คือหนึ่งในใต้หล้าในเรื่องของการคุมจังหวะเกม ผนึกกำลังกับ อันเดรส อิเนียสต้า รุ่นน้องที่เซนส์ฟุตบอลทันกัน แต่มีความสามารถที่จะทะลุทะลวงเกมด้วยตัวเองได้มากกว่า และ ชาบี้ อลอนโซ่ กองกลางสไตล์โฮลดิ้งบอลที่มีเท้าชั่งทองสามารถวางบอลระยะไกล 50-60 หลาได้อย่างสบายๆ

นั่นหมายถึงมิติในเกมรุกของสเปน จะมีความหลากหลาย สั้น-ยาว-ทะลวง

ขณะเดียวกันนักเตะทีมชาติสเปน ชุดนี้ก็มีนักเตะจากบาร์เซโลน่า เป็นแกนหลักไล่ตั้งแต่ คาร์เลส ปูโญล, เกราร์ด ปิเก้, ชาบี้, อิเนียสต้า, บุสเกตส์ ไปจนถึงแนวรุกก็ยังมี เปโดร (โดยยังไม่รวม ดาวิด บีญ่า ซานเชซ ด้วย)

ไม่ใช่เรื่องแปลกที่พวกเขาจะเล่นกันได้อย่างเข้าขา ขณะที่นักเตะที่มาจากทีมอื่นก็มีความสามารถ ทักษะ และเซนส์ลูกหนังที่สูงพอที่จะเล่นตามเกมในสไตล์ Tiki-Taka ได้เช่นกัน เช่น อลอนโซ่, เซร์คิโอ รามอส,​บีญ่า, ดาวิด ซิบา หรือ เฟร์นานโด ตอร์เรส

ระบบนี้ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์

2 ปีก่อนกับฟุตบอลยูโร 2008 และ ณ เข็มนาฬิกาเดินไปนี้ พวกเขากำลังจะลงสนามนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์

3.

ในอดีตไม่เคยมีใครคิดว่า โททัล ฟุตบอล จะแพ้ได้แต่เยอรมนีตะวันตก และ อาร์เจนติน่า ก็พิสูจน์ให้เห็นมาแล้ว

ในปัจจุบัน บาร์เซโลน่า เคยทำให้ทุกคนเชื่อว่าไม่มีใครที่จะสยบทีมจากนอกโลกทีมนี้ได้ แต่ อินเตอร์​มิลาน ก็ทำให้เห็นมาแล้ว

สองเหตุการณ์ต่างกาลเวลา แต่มันมีอะไรที่คล้ายคลึงกัน

ไม่มีอะไรที่ “สมบูรณ์” แม้กระทั่งสิ่งที่เคยเรียกขานกันว่า “สัมบูรณ์”

เกมที่ ซอคเกอร์​ซิตี้ สเตเดี้ยม คาดเดาได้ไม่ยากว่า “ทรงบอล” จะออกมาเป็นลักษณะไหน

คำถามสำคัญนั้นอยู่ที่ว่า ฮอลแลนด์ ในวันนี้จะสามารถย้อนกลับไปทำลายมรดกเงาที่รุ่นปรมาจารย์เคยสร้างไว้ได้หรือเปล่า

กรณีตัวอย่างนั้นมีให้เห็นแล้ว ที่ใกล้ตัวที่สุดก็คือเกมที่ สวิตเซอร์แลนด์ ของอ๊อตมาร์​ฮิตซ์เฟลด์ ทำได้ในนัดแรกที่พวกเขาลงสนามในฟุตบอลโลกครั้งนี้

สิ่งที่ ฮอลแลนด์ ชุดนี้น่าชืนชมคือเกมรับที่มีวินัย เจียมตัว สามารถครองบอลได้ดี เสียบอลบาก และใช้ทีมเวิร์คนำหน้าความสามารถเฉพาะตัว

ความเข้าใจในเกมของผู้เล่นก็มีสูง แม้อาจจะไม่เทียบเท่าสเปน แต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่ แดนกลางสามารถที่จะพลิกเกมได้ด้วยการเล่นแค่ครั้งเดียว

เวสลีย์ สไนจ์เดอร์ และอาร์เยน ร็อบเบน คือคนที่คลาดสายตาไม่ได้ สเปน เองก็รู้ดี - ซึ่งคิดย้อนไปก็น่าตลกดีเพราะทั้งสองคือคนที่ขับเคี่ยวกันมาในรอบชิงชนะเลิศยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อ 2 เดือนก่อน

สไนจ์เดอร์ ก็อยู่ในทีมอินเตอร์ มิลาน ที่ล้มบาร์ซ่า มาได้ในรอบรองชนะเลิศ

เคล็ดลับสำคัญของ โจเซ่ มูรินโญ่ ที่สามารถสยบ บาร์ซ่า ของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า - ทายาทลูกหนังที่ได้รับการถ่ายทอดศาสตร์มาจาก ครอยฟ์​อีกที - อยู่ที่การใช้ เอสเตบัน กัมบิอัสโซ่ และ ติอาโก้ ในการหยุดการขับเคลื่อนเกมของ ชาบี้ เอร์นานเดซ

ฮอลแลนด์ ก็มีส่วนผสมที่คล้ายกัน โดยจะมี มาร์ค ฟาน บอมเมล และ ไนเจล เดอ ยอง ที่พ้นโทษแบนกลับมา ที่จะต้องหาทางหยุด ชาบี้ รวมถึง อิเนียสต้า ให้ได้

ขณะที่สเปน ก็ต้องพยายามครองบอล เล่นให้ได้ตามเกมตัวเอง แล้วมีความสุข สนุกกับการหาช่องเข้าทำเหมือนเล่นเกม Puzzle ที่ยิ่งยากเวลาเคลียร์เกมได้ก็ยิ่งมีความสุข

นี่คือการต่อสู้ขั้นสุดยอดระหว่าง​“เทคนิค” กับ “แท็คติกส์” ซึ่งเป็นการต่อสู้ที่คลาสสิคเสมอมาในโลกลูกหนัง

ในความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนจาก Total Football สู่ Tiki-Taka แต่กงล้อประวัติศาสตร์ยังเคลื่อนหมุนไปข้างหน้า

โดยที่วันนี้เราจะได้พบกับแชมป์โลกทีมใหม่ เป็นบันทึกประวัติศาสตร์บทใหม่ที่ถูกเขียนขึ้นบนแผ่นดินใหม่ของโลกฟุตบอล

Tags: ,

3 Responses to “[WC2010 Special] Day 29+30 : Tiki-Taka มรดกเงาแห่ง Total Football”

  1. pizza_peach says:

    ดีใจด้วยนะครับพี่ เขียนกันจนถึงวันสุดท้าย ^ ^

  2. iAomoholic says:

    เขียนดีมากครับ ดีใจที่ได้อ่าน ^^

  3. lonelywolf says:

    ดีใจที่อ่านแล้วชอบกันนะครับ ขอบคุณมาก ^^

Leave a Reply

Categories

Archives

สมัครสมาชิก/Log in-Log out